วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

บาละแห่งความทรงจำ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ
พระศาสนา พระมหากษัตริย์
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดยะลา
พระวิทยากรกลุ่มพัฒนาจิต  "เพื่อชีวิตดีงาม"
จัดโครงการพุทธศาสนิกสัมพันธ์
ณ วัดบาละ ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา  ระหว่างวันที่ ๗ - ๙ กันยายน ๒๕๕๓
โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน ๑๗๐ คน
ภายใต้ความดูแลของหลวงพ่อพระครูปิยธรรมนิเทศก์
เจ้าอาวาสวัดบาละ
คณะสงฆ์ พร้อมทั้งอุบาสก อุบาสิกาชาววัดบาละ
ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์มหาสมพล เขมทตฺโต เจ้าคณะอำเภอยะหา - กาบัง
พระครูสถิตธีรธรรม
เจ้าอาวาสวัดยะหาธรรมาราม เจ้าคณะตำบลยะหา
ที่ได้เมตตาต้อนรับพระวิทยากรเป็นอย่างดี
และขออนุโมทนากับทุกน้ำใจของญาติโยมชาววัดบาละ
ที่ได้ถวายของฝากไม่ว่าจะเป็นลองกอง สะตอสด และสะตอดอง
ตลอดจนได้ถวายจตุปัจจัยเข้ากองทุนกลุ่มฯ
เป็นจำนวนเงิน ๓,๓๗๐ บาท
มา ณ โอกาสนี้ด้วย
ขอบุญจงรักษา
เทวดาจงคุ้มครองทุก ๆ ท่านให้มีแต่ความสุข ความเจริญ
ตลอดกาลนานเทอญ
สาธุ

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

ณ ห้องบันทึกเสียงศรีสยาม

พระวิทยากรกลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม"
โดยการนำของพระครูสิริวิหารการ
ประธานที่ปรึกษากลุ่มฯ
บันทึกเสียงบทสวดมนต์ประจำกลุ่มที่ใช้ในการอบรมฯ
 ณ ห้องบันทึกเสียงศรีสยาม
เมื่อค่ำวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๓
โดยมีคุณโยมหิน โปรดิวเซอร์อารมณ์ดีแห่งศรีสยาม คอยดูแล และอำนวยความสะดวก
ทุกอย่าง จนการบันทึกเสียงสำเร็จด้วยดี
อนุโมทนากับคุณโยมสาธิต คล่องเวสสะเจ้าของห้องบันทึกเสียงศรีสยาม และโยมหินโปรดิวเซอร์อารมณ์ดี
มา ณ โอกาสนี้ด้วย
ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดบทสวดมนต์ฉบับสมบูรณ์ได้ที่

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

พระนางสิริมหามายา : พุทธมารดาโสดาบัน


พระนางสิริมหามายา มีพระนามเต็มว่า พระนางสิริมหามายา ศากยราชเทวี
เป็นพุทธมารดาในพระพุทธเจ้า (พระโคตมพุทธเจ้า)
ผู้มีบุญญาธิการเป็นพระศาสดาเอกของโลก เป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
และเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอัญชนาธิปราช กษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ
หลังจากพระนางสิริมหามายา อภิเษกสมรสกับพระเจ้าสุทโธทนะ ไม่นาน
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ในคืนนั้นพระนางสิริมหามายากำลังบรรทมหลับสนิท
ทรงสุบินว่าพระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์ มีช้างเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูงเข้ามาหาพระนาง
นำดอกบัวมาให้ เมื่อพระนางรับดอกบัวไว้แล้วก็ตื่นขึ้น ภายหลังโหราจารย์ประจำราชสำนักทำนายว่าเป็นสุบินนิมิตที่ดี จะมีพระราชโอรสผู้ประเสริฐอุบัติบังเกิด
เมื่อใกล้กำหนดพระประสูติกาลที่กรุงเทวทหะ เมืองต้นตระกูลพระนาง
ตามธรรมเนียมประเพณีพราหมณ์พระนางจะต้องเดินทางกลับ ในระหว่างเดินทาง
ระหว่างกรุงกบิลพัศด์กับกรุงเทวทหะ บริเวณที่เรียกว่า “สวนลุมพินีวัน” พระนางได้หยุดพักพระอิริยาบถ
(ปัจจุบันคือตำบล “รุมมินเด แขวงเปชวาร์” ประเทศเนปาล) โดยประทับยืนพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่งสาละ จนรู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร เมื่อวันศุกร์ เพ็ญเดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี
ภายหลังประสูติพระโอรสได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์
พระโอรสจึงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี พระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา
ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำริ กระทำการสนองพระคุณพุทธมารดา จึงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาประทานแก่พุทธมารดาจบลง องค์พระสิริมหามายา พุทธมารดา
ก็บรรลุโสดาปัตติผล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับโลกมนุษย์เมื่อ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

เพื่อตัวเอง ๑ ส่วน เพื่อคนอื่น ๒ ส่วน

มีนกแขกเต้าฝูงหนึ่งประมาณ 500 ตัว อาศัยอยู่ในป่างิ้วบนยอดเขาแห่งหนึ่ง
เมื่อถึงเวลาหากิน ฝูงนกแขกเต้า
ต่างพากันบินไปกินข้าวสาลีในนา ของชาวมคธ เมื่อกินข้าวสาลีอิ่มแล้ว
ต่างก็บินกลับรังด้วยปากเปล่าๆ ทั้งนั้น
ส่วนพญานกแขกเต้าที่เป็นหัวหน้า เมื่อกินอิ่มแล้ว ยังต้องคาบข้าวสาลี
อีก ๓ รวงกลับไปด้วย ชาวนาเห็นก็แปลกใจ
จึงพยายามดักจับพญานกแขกเต้าให้ได้
ด้วยการสังเกตที่ยืนของพญานกนั้น
แล้ววางบ่วงดักไว้
วันหนึ่งพญานกถูกจับได้ ชาวนาจึงถามพญานกว่า
“นกเอ๋ย ท้องของท่านคงจะใหญ่กว่านกอื่น
เพราะเมื่อท่านกินอิ่มแล้ว ยังต้องคาบรวงข้าวกลับไป อีกวันละ 3 รวง
เป็นเพราะท่านมียุ้งฉาง
หรือเป็นเพราะเรามีเวรต่อกันมาก่อน”
พญานกตอบว่า
“ข้าพเจ้าไม่ได้มียุ้งฉาง และเราก็ไม่มีเวรต่อกัน
แต่ที่คาบไป 3 รวงนั้น รวงหนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า รวงหนึ่งเอาไปให้เขา
และอีกรวงหนึ่งเอาไปฝังไว้”
ชาวนาได้ฟังก็เกิดความสงสัย จึงถามว่า
“ท่านเอารวงไปใช้หนี้ใคร
เอาไปให้ใคร
และเอาไปฝังไว้ที่ไหน” พญานกแขกเต้าจึงตอบว่า
“รวงที่หนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า คือ เอาไป เลี้ยงดูพ่อแม่เพราะท่านแก่แล้ว และเป็น
ผู้มีพระคุณอย่างมาก ทั้งให้กำเนิด
และเลี้ยงดูข้าพเจ้าจนเติบใหญ่ นับว่าข้าพเจ้า
เป็นหนี้ท่านจึงสมควรเอาไปใช้หนี้”
“รวงที่สองเอาไปให้เขา คือ
เอาไปให้ลูกน้อยทั้งหลายที่ยังเล็กอยู่ ไม่สามารถหากินเองได้ เมื่อข้าพเจ้า
เลี้ยงในตอนนี้ 
ต่อไปยามข้าพเจ้าแก่เฒ่า
เขาก็จะเลี้ยงตอบแทน จัดเป็นการให้เขา”
“รวงที่สามเอาไปฝังไว้ คือ
เอาไปทำบุญด้วยการให้ทาน กับนกที่แก่ชรา นกที่พิการหรือเจ็บป่วยไม่สามารถหากินเองได้
เท่ากับเอาไปฝังไว้ 
เพราะบัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวว่า การทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้”
ชาวนาได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสว่า
นกนี้เป็นนกกตัญญูต่อพ่อแม่
เป็นนกที่มีความเมตตาต่อลูกน้อย
ใจบุญ มีปัญญารอบคอบ
มองการณ์ไกล
พญานกได้อธิบายต่อไปว่า
“ข้าวสาลีที่ข้าพเจ้ากินเข้าไปนั้น
ก็เปรียบเสมือนเอาไปทิ้งลงไปในเหวที่ไม่รู้จักเต็ม เพราะข้าพเจ้าต้องมากินทุกวัน
วันนี้กินแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องมากินอีก กินเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม
จะไม่กินก็ไม่ได้เพราะถ้าท้องหิวก็ต้องเป็นทุกข์”
ชาวนาได้ฟังจึงกล่าวว่า
“พญานกผู้มีปัญญา ทีแรกข้าพเจ้าคิดว่า ท่านเป็นนกที่โลภมาก
เพราะนกตัวอื่นเขาหากินเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เขาก็ไม่คาบอะไรไป
ส่วนท่านบินมาหากินแล้ว ก็ยังคาบรวงข้าวกลับไปอีก แต่พอฟังท่านแล้ว
จึงรู้ว่าท่านไม่ได้คาบไปเพราะความโลภ
แต่คาบไปเพราะความดี
คือเอาไปเลี้ยงพ่อแม่ เอาไปเลี้ยงลูกน้อย
และเอาไปทำบุญ ท่านทำดีจริงๆ”
ชาวนามีจิตเลื่อมใสในคุณธรรมของพญานกมาก
จึงแก้เครื่องผูกออกจากเท้าพญานก
ปล่อยให้เป็นอิสระ
แล้วมอบข้าวสาลีให้
พญานกรับข้าวสาลีไว้เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งกะคะเนแล้วว่าเพียงพอแก่บริวาร
จากนั้นจึงให้โอวาทแก่ชาวนาว่า
“ขอให้ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นสั่งสมกุศลด้วยการทำทาน
และเลี้ยงดูพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าด้วยเถิด”
ชาวนาได้คติจากข้อปฏิบัติของพญานก
จึงตั้งใจทำบุญกุศลตั้งแต่นั้นมาจนตลอดชีวิต
นกแขกเต้าผู้มีปัญญา
รู้ว่าควรบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งต่อตัวเอง ต่อครอบครัว 
และต่อสังคม
นับเป็นการใช้ทรัพย์อย่างชาญฉลาด ที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งมีความสุขความเจริญ สุขทั้งกาย
สุขทั้งใจ สุขทั้งในปัจจุบัน 
และอนาคต
เราทุกคนเมื่อรู้จักเก็บ รู้จักหาทรัพย์แล้ว 
ก็ควรจะรู้จักหาความสุขจากการใช้ทรัพย์อย่างถูกต้องด้วย เพราะการแสวงหา? หรือครอบครองทรัพย์สินที่มี ไม่อาจสร้างความสุขใจ 
ไม่อาจทำให้เกิดบุญกุศลได้ เทียบเท่ากับการใช้ทรัพย์นั้นให้เกิดคุณค่าอย่างแท้จริงต่อชีวิต

สาธุ อนุโมทามิ

          มีคำอยู่คำหนึ่งที่ชาวพุทธพูดกันจนติดปาก 
คำนั้นก็คือ “อนุโมทนาสาธุ” ความหมายของอนุโมทนาคืออะไร และเมื่อไหร่ที่ควรใช้คำนี้ คำตอบก็คือ...
ในหนังสือ ‘คำวัด’ โดยพระธรรมกิตติวงศ์ ได้อธิบายความหมายของคำนี้ไว้ว่า อนุโมทนา หมายถึง การแสดงความชื่นชมยินดีในบุญหรือความดีที่ผู้อื่นทำ การอนุโมทนานั้นอาจทำได้ด้วยการพูด เขียนหนังสือ หรือแสดงกิริยาก็ได้ เช่น เมื่อได้ยินเสียงย่ำฆ้องกลองที่วัดในตอนเย็น แสดงว่าพระท่านทำวัตรเย็นจบ ก็ยกมือขึ้นประนมไหว้ เปล่งวาจาว่าสาธุ เป็นการอนุโมทนาต่อพระสงฆ์ที่วัด หรือมีใครทำบุญ แล้วมาบอกให้ทราบ ทราบแล้วก็ยกมือขึ้นสาธุ เป็นการอนุโมทนาบุญของเขาด้วย   เรียกการพูดแสดงความยินดีในความดีของผู้อื่นว่า “อนุโมทนากถา” เรียกหนังสือรับรองการบริจาคที่วัดออกให้แก่ผู้บริจาคทรัพย์ทำบุญว่า “อนุโมทนาบัตร หรือใบอนุโมทนา” เรียกบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาตามตัวอย่างข้างต้นว่า “อนุโมทนามัยบุญ” และการที่ภิกษุกล่าว สัมโมทนียกถา อันแปลว่า ถ้อยคำอันเป็นที่บันเทิงใจ ใช้เรียกการที่ภิกษุพูดแสดงความขอบคุณหรือกล่าวถึงประโยชน์และอานิสงส์ของความดี ของบุญกุศล ที่ทายกทายิกาได้ทำ เช่น ถวายอาหาร สร้างกุฏิ สร้างหอระฆัง เป็นต้น ไว้ในบวรพระพุทธศาสนา บางทีเรียกว่า อนุโมทนากถา
           ส่วนในหนังสือศาสนพิธี เล่ม ๒ ฉบับมาตรฐาน โดยคณาจารย์แห่งโรงพิมพ์เลี่ยงเชียง ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ธรรมเนียมของพระภิกษุสามเณร เมื่อได้รับถวายปัจจัยสี่ ไม่ว่าจะเป็นภัตตาหาร หรือทานวัตถุใดๆ ก็ตามจากทายกทายิกา จะต้องทำพิธีอนุโมทนาทานนั้น ไม่ว่าจะได้รับรูปเดียวหรือหลายรูปก็ตาม ต้องอนุโมทนาทุกครั้ง จะละเว้นเสียมิได้ถือว่าผิดพระพุทธานุญาต ต่างแต่ว่าอนุโมทนาต่อหน้าหรือลับหลังเท่านั้น
          ธรรมเนียมนี้ปฏิบัติกันมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว ฉะนั้นการอนุโมทนาทานจึงเป็น ประเพณีมานานในหมู่สงฆ์ การประกอบพิธีอนุโมทนาลับหลังทา ยกทายิกามีวิธีเดียว คือ การบิณฑบาตที่ต้องออกรับในสถานที่ต่างๆ ทั่วไปไม่จำกัด กรณีเช่นนี้ไม่ต้อง อนุโมทนาต่อหน้าขณะที่รับบิณฑบาต แต่กลับมาถึงวัดฉันอาหารเรียบร้อยแล้ว จึงอนุโมทนา หรือยกไปอนุโมทนาในช่วงทำวัตรสวดมนต์ เช้า - เย็นก็ได้ ส่วนพิธีอย่างอื่นนอกจากนี้ควรจะอนุโมทนาต่อหน้าเสมอไปจึงจะสมควร พิธีอนุโมทนาแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ ๒ หัวข้อคือ
           ๑. สามัญอนุโมทนา คือ การอนุโมทนาที่นิยมใช้ปฏิบัติกันโดยทั่วไป ไม่จำกัดงานหนึ่งงานใด ก็คงใช้คำอนุโมทนาแบบเดียวกัน
          ๒. วิสามัญอนุโมทนา คือ การอนุโมทนาด้วยบทสวดพิเศษคือ อนุโมทนาเฉพาะทาน เฉพาะกาล และเฉพาะเรื่อง
          สำหรับคำว่า “สาธุ” แปลว่า “ดีแล้ว ชอบแล้ว” ดังนั้นการเปล่งวาจาว่าสาธุก็เพื่อแสดงความเห็นชอบด้วยชื่นชม หรือยกย่องสรรเสริญ เพื่ออนุโมทนาในบุญ หรือความดีที่ผู้อื่นทำนั่นเอง ในพระไตรปิฎก ได้พูดเรื่องผลบุญของการอนุโมทนาที่ทำให้ไปเกิดในวิหารวิมานว่าท่านพระอนุรุทธเถระได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า     เหตุใดมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ มีเสียงอันเป็นทิพย์น่าฟัง รื่นรมย์ใจ มีกลิ่นทิพย์อันหอมหวนยวนใจ เสียงของเครื่องประดับผมก็ดังเสียงไพเราะดุจเสียงดนตรี แม้พวงมาลัยบนศีรษะก็มีกลิ่นหอมชวนให้เบิกบานใจ หอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร ? นางเทพธิดาตอบว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นสหายของดิฉัน อยู่ในเมืองสาวัตถี ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ดิฉันเห็นมหาวิหารนั้น แล้วมีจิตเลื่อมใสอนุโมทนา ก็วิมานอันเป็นที่รักนี้อันดิ ฉันได้แล้ว เพราะการอนุโมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น วิมานนี้เป็นวิมานอัศจรรย์น่าดูน่าชม โดยรอบสูง ๑๖ โยชน์ เลื่อนลอยไปในอากาศ ได้ตามความปรารถนาของดิฉัน ดิฉันมีปราสาทเป็นที่อยู่อา ศัย อันบุญกรรมจัดแจงเนรมิตให้เป็นส่วนๆ งามรุ่งโรจน์ตลอดร้อยโยชน์โดยรอบทิศ วิมานอันมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ น่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชมเช่นนี้ เกิดแต่ดิฉันเพราะกุศลกรรมทั้งหลาย ควรทำบุญโดยแท้  
          สรุปแล้วการอนุโมทนาเป็นสิ่งดี แต่สิ่งที่ดีกว่าก็คือ การลงมือทำความดี สร้างบุญกุศลนั้นๆ ด้วยตนเอง

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ณ สุไหง โก - ลก นราธิวาส

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ
พระศาสนา และพระมหากษัตริย์
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนราธิวาส
จัดโครงการพุทธศาสนิกสัมพันธ์  ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง
โดย
พระวิทยากรกลุ่มพัฒนาจิต
"เพื่อชีวิตดีงาม"
ณ วัดทองดีประชาราม สุไหง โก - ลก นราธิวาส
อันมีพระเดชพระคุณ "พระโสภณคุณาธาร" รองเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส
เจ้าอาวาสวัดทองดีประชาราม
เป็นผู้ให้การสนับสนุนโครงการ พร้อมทั้งให้การต้อนรับคณะพระวิทยากร
และผ้เข้าอบรมเป็นอย่างดี
 ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สุพรรณบุรี



สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา
พระมหากษัตริย์
กลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม"
โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
จัดค่ายธรรมศึกษาภิวัฒน์
DEAR CAMP   [DHAMMA  EDUCATION  AS  REVOLUTION  CAMP]
 ณ สำนักสหปฏิบัติ เขื่อนกระเสียว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
ระหว่างวันที่ ๑๙ - ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓

ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว กรุงเทพฯ



วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ณ วัดเสาธง เมืองเก่า อยุธยา



โครงการอบรมเชิงปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ
"วันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหามหาราชินี"
ณ วัดเสาธง ต.มหาพราหมณ์ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา
ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๓

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขอแสดงความยินดีพระดร.ใหม่ครับ

กลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม"
ขอแสดงความยินดีกับพระมหาดร.ไกรวรรณ  ชินทตฺติโย
ในโอกาส
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
คณะศึกษาศาสตร์ 
สาขาวิชาบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา ๒๕๕๒

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประชุมยกร่างหลักสูตรฝึกอบรมกลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม"

ประชุมยกร่างหลักสูตรฝึกอบรม กลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม"
ณ สำนักงานใหญ่กลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม" คณะ ๒ วัดสระเกศฯ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบ กรุงเทพฯ
ร่วมกับเพื่อนสหธรรมิก
ระหว่างวันที่ ๓ - ๖ สิงหาคม ๒๕๕๓

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทอดผ้าป่าสร้างสวนป่าปฏิบัติธรรม ณ ชาติสถาน อาจารย์ดร.ไกรวรรณ กาฬสินธุ์

คราวไปชมความงามของธารโบกขรณี กระบี่

ธารโบกขรณี
       ธารโบกขรณี ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เป็นป่าใหญ่ใจกลางชุมชน มีธารน้ำไหลลอดถ้ำ เรียกว่า “ถ้ำน้ำลอด” ไหลเซาะตามโขดหินและรากไม้เป็นน้ำตกชั้นเล็กชั้นน้อย ลดหลั่นเป็นชั้นๆบริเวณหน้าถ้ำเป็นแอ่งกว้าง เป็นสระน้ำธรรมชาติ น้ำใสสะอาดเรียกว่า “สระธารโบกขรณี” สามารถลงเล่นน้ำได้ มีฝูงปลาหลากชนิดแหวกว่ายให้เห็นตลอดเวลา บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นและอุดมไปด้วยไม้ป่านานาชนิด ออกดอกสะพรั่งสวยงามตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีรอยพระพุทธบาทจำลอง และศาลโต๊ะช่องยวน เป็นที่เคารพของนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

       ธารโบกขรณี เดิมชื่อ "ธารอโศก" ตั้งอยู่ในท้องที่หมู่ที่ 2 ตำบลอ่าวลึกใต้ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ มีเนื้อที่ 37.5 ไร่ เป็นป่าดงดิบอยู่ในระหว่างหุบเขา เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า มีธารน้ำไหลลอดภูเขาผ่านบริเวณนี้แล้วไหลลงสู่ทะเลที่ตำบลแหลมสัก ต้นน้ำเกิดจากเขาถ้ำน้ำผุด เขาถ้ำเพชร ในท้องที่ตำบลอ่าวลึกเหนือ อำเภออ่าวลึก อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 4 กิโลเมตร แล้วไหลมาตามลำคลอง เรียกว่า "คลองอ่าวลึก" ในปี พ.ศ. 2496 นายวิเวก จันทโรจน์วงค์ ข้าหลวงประจำจังหวัดกระบี่ ได้แวะมาเยี่ยมชมธารอโศกแล้วเห็นว่า สถานที่นี้มีความสวยงามควรที่จะได้สงวนไว้เป็นพื้นที่ของทางราชการ เพื่อจะได้ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ไม่ให้ราษฎรเข้าบุกรุกถือครอง จึงได้สงวนไว้เป็นของทางราชการตั้งแต่นั้นมา ในปลายปี 2496 พลโท บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มาตรวจราชการที่อำเภออ่าวลึก ได้แวะพักที่ธารอโศกและพอใจในทิวทัศน์แห่งนี้มาก เห็นว่าชื่อที่เคยเรียกไว้เดิมยังไม่เหมาะสมจึงตั้งชื่อใหม่ว่า "ธารโบกขรณี"

       ครั้นต่อมาปี พ.ศ. 2498 ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ได้เสนอกรมป่าไม้ขอให้จัดตั้งธารโบกขรณีเป็นสวนรุกขชาติ ซึ่งกรมป่าไม้ได้รับในหลักการและดำเนินการตั้งแต่นั้นมา โดยอยู่ในความดูแลของกองบำรุง และเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งจากจังหวัดพังงามาทรงประทับ ณ สวนรุกขชาติธารโบกขรณี ทั้งสองพระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยที่หินปากถ้ำน้ำลอดด้านขวามือ และได้ทรงปลูกต้นศรีตรังไว้ในสวนรุกขชาติแห่งนี้ด้วย

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ณ บ้านไร่ปลายตะวัน วังน้ำเขียว นครราชสีมา

สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์
คณะพระวิทยากรกลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม"
 ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโครงการ ส่งเสริมคุณธรรม Dear's Story เรื่องนี้ เพื่อที่รัก
ณ บ้านไร่ปลายตะวัน วังน้ำเขียว นครราชสีมา
ระหว่างวันที่ ๒๓ -๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิทยากรกระบวนการ พัฒนางานกระบวนธรรม

รมณียสถาน หนองคาย






จะไปสตูล

       จังหวัดสตูล เป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย (ทางชายฝั่งทะเลอันดามัน) คำว่า "สตูล" มาจากคำภาษามลายูว่า "สโตย" แปลว่ากระท้อนซึ่งเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ชุกชุมในท้องที่นี้ โดยชื่อเมือง "นครสโตยมำบังสการา" (Negeri Setoi Mumbang Segara) นั้นหมายความว่า สตูล เมืองแห่งพระสมุทรเทวา ดังนั้น "ตราพระสมุทรเทวา" จึงกลายเป็นตราหรือสัญลักษณ์ของจังหวัดมาตราบเท่าทุกวันนี้
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
ดอกไม้ประจำจังหวัด  : ดอกกาหลง (Bauhinia acuminata)
ต้นไม้ประจำจังหวัด      :    หมากพลูตั๊กแตน     (Dalbergia bariensis)
คำขวัญประจำจังหวัด  : สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์
คำขวัญประจำจังหวัด (เดิม): ตะรุเตา ไก่ดำ จำปาดะ คนใจพระ งามเลิศ เชิดสตูล

ประวัติ

       ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น สตูลเป็นเพียงตำบลหนึ่งในเขตเมืองไทรบุรี ประวัติความเป็นมาของเมืองสตูลจึงเกี่ยวข้องกับไทรบุรี ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า "ตามเนื้อความที่ปรากฏดังกล่าวมาแล้ว ทำให้เห็นว่าในเวลานั้น พวกเมืองไทรเห็นจะแยกกันเป็นสองพวกคือ พวกเจ้าพระยาไทรปะแงรันพวกหนึ่ง และพระยาอภัยนุราชคงจะนบน้อมฝากตัวกับเมืองนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเมื่อพระยาอภัยนุราชได้มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล ซึ่งเขตแดนติดต่อกับนครศรีธรรมราชมากกว่าเมืองไทร แต่พระยาอภัยนุราชว่าราชการเมืองสตูลได้สองปีก็ถึงแก่อนิจกรรม ผู้ใดจะได้ว่าราชการเมืองสตูลต่อมาในชั้นนั้นหาพบจดหมายเหตุไม่ แต่พิเคราะห์ความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เข้าใจว่าเชื้อพระวงศ์ของพระอภัยนุราช (ปัศนู) คงจะได้ว่าราชการเมืองสตูล และฟังบังคับบัญชาสนิทสนมกับเมืองนครศรีธรรมราชอย่างครั้งพระยาอภัยนุราชหรือยิ่งกว่านั้น"
       เรื่องเกี่ยวกับเมืองสตูลนั้นยังปรากฏในหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลา แต่ข้อความที่ปรากฏบางตอนเกี่ยวกับชื่อผู้ว่าราชการเมืองสตูล ไม่ตรงกับในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประวัติเกี่ยวกับเมืองสตูลในการจัดรูปแบบการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาลกล่าวไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไทรบุรีรามภักดี เจ้าพระยาไทรบุรี (อับดุลฮามิต) เป็นข้าราชการเทศาภิบาลมณฑลไทรบุรี โดยเมืองสตูลได้แยกออกจากไทรบุรีอย่างเด็ดขาดตามหนังสือสัญญาไทยกับอังกฤษ เรื่องการปักปันดินแดนนะหว่างไทยกับสหพันธรัฐมลายู ซึ่งลงนามกันที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2452) จากหนังสือสัญญานี้ยังส่งผลให้เมืองไทรบุรีและเมืองปะลิสตกเป็นของอังกฤษ ส่วนเมืองสตูลยังคงเป็นของไทยมาจนถึงปัจจุบัน
       เมื่อปักปันดินแดนเสร็จแล้ว ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เมืองสตูลเป็นเมืองจัตวารวมอยู่ในมณฑลภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2453)
       ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เมืองสตูลก็มีฐานะยกเป็นจังหวัดหนึ่งในราชอาณาจักรไทยสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้


วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ขอเชิญร่วมงานทำบุญอายุวัฒนมงคล


ขอเชิญร่วมงาน
ทำบุญอายุวัฒนมงคลครบรอบ ๘๒ ปี
พระเดชพระคุณพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล Ph.D.)
เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย เนปาล
ณ วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย
วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ณ ความสูง 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะล


นาคารโกฏ หรือนครโกฏ (Nagarkot)
นครโกฏเป็นเมืองเล็กๆ น่ารักบนเขาที่เงียบสงบเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนประเทศเนปาล ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออก 32 กิโลเมตร และอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,175 เมตร สามารถชมความงามของยอดเขาสำคัญต่างๆ ทางด้านตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยได้ตลอดแนว ในวันที่อากาศจะสามารถมองเห็นยอดเขาสการ์มาถา (Sagarmatha) หรือยอดเขาเอเวอร์เรส (Mt.Everest) ที่สุงที่สุดในโลกได้อย่างชัดเจนอีกด้วย นาคาโกฏยังเหมาะกับการชมพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกอีกด้วย

พระเจดีย์พุทธนาถ : ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่เวอร์ชั่นเนปาล

โพธินาถ หรือพุทธนาถ (Boudhanath) เป็นสถูปที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออกประมาณ 8 กิโลเมตร โดยเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล บนเจดีย์มีดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า (Wisdom Eyes) ทั้งสี่ทิศ บริเวณรอบวัดเป็นแหล่งชุมชนของชาวพุทธมหายานจากทิเบตที่อพยพเข้ามาเมื่อปีพ.ศ. 2502 จึงจะเห็นพระทิเบตและคนทั่วไปยืนแกว่งล้อมนต์พร้อมกับสวดมนต์อยู่ทั่วไป องค์การยูเนสโกขึ้นได้ทะเบียนสถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกในปีพ.ศ. 2522

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เพื่อชีวิตดีงาม ณ วัดโคกสมานคุณ หาดใหญ่ สงขลา

       ๓๐ พฤษภาคม ถึง ๓ มิถุนายน นี้ กลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม" ได้รับอาราธนานิมนต์จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้จัดอบรมพระธรรมทูตในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รุ่นที่ ๒  ณ วัดโคกสมานคุณ หาดใหญ่ สงขลา
       ในการนี้มีพระจาก ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบด้วยจังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เข้ารับการอบรมจำนวน ๑๐๐ รูป 
       คณะพระวิทยากรกลุ่มพัฒนาจิต "เพื่อชีวิตดีงาม" จำนวน ๒๐ รูป จัดหลักสูตร Fa For D (Facilitator for development of decency)      "วิทยากรกระบวนการ   พัฒนางานกระบวนธรรม" เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน