วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คะ-ริก-กะ-เร็ต อิน อินตะระเดีย

คริกเกต (Cricket) แม้จะเป็นกีฬาที่อังกฤษนำเข้ามาในประเทศอาณานิคมต่างๆ ของตน แต่กีฬาชนิดนี้ก็พัฒนาและกลายเป็นความนิยมในประเทศเครือจักรภพของอังกฤษอย่างอินเดีย บังคลาเทศ ออสเตรเลีย เป็นต้น คนอินเดียชื่นชอบคริกเกตกันอย่างมาก และมากกว่าธรรมดาด้วย ชนิดที่เรียกว่าคลั่งไคล้กันทั้งประเทศเลย แถมยังติดตามชมการถ่ายทอดสดกีฬาคริกเกตแทบจะทุกแมทช์มากกว่าเกมส์กีฬาอื่นๆ อีกด้วย

เหตุที่คริกเกตเป็นกีฬายอดนิยมของอินเดีย อาจเป็นเพราะการให้ความสำคัญกับผู้เล่นแต่ละคนมากๆ แทบจะเป็นฮีโร่ของเขาเลยอีกทั้งเงินรางวัลก็สูงด้วย เนื่องจากมี สปอนเซอร์เข้ามาลงทุนให้อย่างมหาศาล เพราะจะได้ลูกค้าเยอะ ทำให้นักกีฬาคริกเกตได้ค่าตัวแพงที่สุดในบรรดากีฬาทั้งหลายของอินเดีย และแม้แต่ดาราดังอย่างชาร์รุกข่าน ก็ยังหันมาตั้งทีมคริกเก็ตเป็นของตนเองเลย

คริกเกตเรียกได้ว่าเป็นกีฬาประจำชาติของอินเดียเขาเลยก็ได้ เพราะอินเดียมีทีมคริกเกตที่แข็งและมีชื่อเสียงด้านนี้ และแม้ว่าคริกเกตจะแข่งขันเป็นทีม แต่ก็เป็นกีฬาที่เล่นได้ทีละคน ดังนั้นแต่ละคนจึงเป็นที่ลุ้นและคาดหวังมาก รวมทั้งถูกกดดันจากผู้ชมทั้งในสนามและทางบ้านมากด้วย โดยเฉพาะถ้าเป็นแมทช์ระหว่างประเทศล่ะก็ ถือเป็นนัดสำคัญที่พลาดไม่ได้เลยทีเดียว เพราะศักดิ์ศรีของประเทศสำคัญมาก

เกมส์กีฬาคริกเกตดูเหมือนจะคล้ายเบสบอล แต่ก็ต่างกันที่ไม้ตี ขนาดของสนาม จำนวนผู้เล่น และวิธีการตีลูก ผู้เล่นในทีมคริกเกต มี 11 คนในแต่ละทีม และจะลงมารอแข่งในสนามกันทั้งหมด โดยในทีมที่แข่งขันกัน ทีมแรกจะจัดให้มีผู้ขว้างลูกหนึ่งคน เรียกว่า bowler จะขว้างลูกคิกเกตไปยังไม้ที่ตั้งเป็นเสาเตี้ยๆ 3 เสา ที่เรียกว่า wickets โดยในทีมฝ่ายตรงข้างจะจัดให้มีผู้รักษา wickets ที่เรียกว่า batsman และเป็นผู้ถือไม้ bat ถ้า batsman ตีถูกลูกก็จะต้องวิ่งวนไปเอาแต้ม (runs) จนกว่าพวกของทีมแรกที่อยู่ในสนาม คือ fielders จะนำลูกกลับมาได้

ถ้าถามพวกเราดูแล้วก็เฉยๆ ไม่เห็นจะมีความน่าตื่นเต้นน่าลุ้มใดๆ แต่ถ้าถามคนอินเดียแล้วเขาตื่นเต้นมากๆ และลุ้นกับผู้เล่นแทบจะติดหน้าจอ แม้แต่เกมที่ได้แต้ม 2:200 และเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีจะหมดเวลา อันนี้ทราบผลชัวร์ๆ แล้วว่าเป็นอย่างไร แต่เขาก็ยังลุ้นดูกันได้แบบไม่ละสายตาไม่สนใจใคร ทำให้ต่างชาติที่มารอดูบอลเคืองไปตามๆ กัน แต่อย่างว่าส่วนน้อยทำอะไรคนส่วนใหญ่ไม่ได้ ได้แต่ตามใจเจ้าภาพไปตามระเบียบ ว่าไปแล้วกีฬายอดนิยมของชาติใดก็ของใครของมันไปว่ากันไม่ได้อยู่แล้ว

สีแดง แรงฤทธิ์ กุม กุม

กุมกุม (Kum Kum) คือ ผงแป้งชนิดหนึ่งที่ใช้แต้มในทางศาสนาของชาวฮินดู ส่วนใหญ่ทำจากขมิ้นแห้งป่นเป็นผง เมื่อผสมกับน้ำมะนาวก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผงกุมกุมนั้นแสดงถึงสัญลักษณ์ที่เป็นมงคล

เมื่อสตรีสาวหรือหญิงที่แต่งงานแล้วมาเยี่ยมบ้านก็จะแต้มผงแดง เป็นสัญลักษณ์ของการเคารพ หรืออวยพร หรือเมื่อพวกเขาจากไปก็เช่นกัน อย่างไรก็ตามจะไม่แต้มให้กับหญิงหม้าย ส่วนผู้ชายก็แต้มได้เป็นสัญลักษณ์ของความรอบรู้ทางจิตวิญญาณ รวมถึงยังใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาด้วย

เมื่อมาเยี่ยมวัดฮินดู หญิงที่แต่งงานแล้วจากทางใต้ของอินเดียมักจะจุ่มนิ้วนางในผงขมิ้นสีเหลือง และแต้มเป็นจุดที่คอ ผู้ชาย ผู้หญิง เด็กหญิง และเด็กชาย จะแต้มจุดที่หน้าผากด้วยผงขมิ้นสีแดง อีกทั้งเมื่อมาวัดหรือระหว่างที่บูชา ในอินเดียส่วนใหญ่หญิงที่แต่งงานแล้วจะแต้มผงกุมกุมสีแดงตรงแสกหน้าบริเวณหน้าผากทุกวันเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน ภาษาฮินดีเรียกสีแดงนี้ว่า ซินดูร์ (sindoor)

เวลาไปวัดของฮินดูเขาจะมีผงกุมกุมวางไว้บริเวณแท่นบูชา ผู้คนจะจุ่มนิ้วโป้งลงในผงสีแดงชาดแล้วแต้มที่กลางหน้าผากหรือระหว่างคิ้ว ผงกุมกุมยังใช้แพร่หลายในการสักการะเทวีของชาวฮินดู โดยเฉพาะศักติ (Shakti) และลักษมี (Lakshmi) และยังใช้เป็นสีที่ใช้สาดเล่นกันในเทศกาลโฮลี (Holi) เทศกาลเล่นสีของอินเดียอีกด้วย

อโยธยา น่ะ ไม่ใช่อยุธยา

เมื่อวานที่ผ่านมานี้เป็นวันพิจารณาคดีของศาลต่อข้อพิพาทระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม กรณีเมืองศักดิ์สิทธิ์อโยธยา (Ayodhya) ในรัฐอุตตรประเทศ พื้นที่ทางตอนเหนือของอินเดีย ที่ยืดเยื้อมานานนับศตวรรษ เดิมพื้นที่นั้นเป็นที่ตั้งของมัสยิดบาบรี ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 (ค.ศ. 1528) ต่อมาถูกชาวฮินดูหัวรุนแรงเผาทำลายลงในปี ค.ศ. 1992 ทั้งนี้ชาวฮินดูต้องการที่จะสร้างโบสถ์พระรามขึ้นแทนที่ ซึ่งนำไปสู่การจราจลระหว่างฮินดูและมุสลิมจนมีผู้เสียชีวิตถึง 2000 คน ในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ซึ่งทั้งสองกลุ่มศาสนาต่างอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว

และนับตั้งแต่อินเดียและปากีสถานแยกเป็นสองประเทศตามความแตกต่างทางศาสนาในปี ค.ศ. 1947 ความขัดแย้งนี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ชาวฮินดูกล่าวหาว่า มัสยิดบาบรี (Babri Masjid) ซึ่งสร้างโดยจักรพรรดิบาบาร์แห่งราชวงศ์โมกุล ในช่วงที่อิสลามเข้าปกครองประเทศนั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นโบสถ์ฮินดูเดิม ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระราม (Lord Rama) เทพเจ้าแห่งการสงครามของชาวฮินดู ซึ่งได้ถูกทำลายแล้วสร้างมัสยิดขึ้นมาแทนชื่อว่า มัสยิดบาบรี ต่อมานักบวชฮินดูได้ยื่นขอสร้างวัดฮินดูด้านหน้าสุเหร่าดังกล่าวแต่ก็ถูกปฏิเสธ นับแต่นั้นมาชาวฮินดูและมุสลิมต่างก็มีการกระทบกระทั่งขัดแย้งกันเพื่อแย่งกรรมสิทธิ์เหนือศาสนสถานนั้น

โดยก่อนวันตัดสินนั้นก็ได้มีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มศาสนาทั้งสองกลุ่ม ทางรัฐบาลอินเดียจึงต้องออกประกาศผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ขอร้องสาธารณชนให้เคารพกฏหมายและยอมรับต่อการตัดสินของศาล รวมทั้งมีการเกณฑ์กองกำลังความมั่นคงกว่า 200,000 คน กระจายกันทั่วอินเดียตอนเหนือ โดยเฉพาะบริเวณศาลที่ทำการตัดสิน เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้น และรักษาความสงบ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ประจำการทั่วเมืองอโยธยาอย่างเข้มงวด รวมทั้งสถานที่ที่อาจเกิดเหตุปะทะอื่นๆ อีก 32 แห่งทั่วอินเดีย โดย 4 แห่งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ

และวันพฤหัสบดีวานนี้ศาลสูงอัลลาฮาบัด ของรัฐอุตตรประเทศจะพิพากษาในสามประเด็นสำคัญว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ประสูติของพระรามตามความเชื่อของชาวฮินดูจริงหรือไม่? มัสยิดบาบรีสร้างขึ้นหลังจากการรื้อถอนโบถส์ฮินดูหรือไม่? และมัสยิดบาบรีสร้างขึ้นตามหลักศาสนาอิสลามหรือไม่? ซึ่งคดีนี้สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา และการเป็นเจ้าภาพกีฬาเครือจักรภพที่จะเริ่มในกรุงเดลี ในวันอาทิตย์ที่ 3 นี้ด้วย ส่้งผลให้ต้องมีการปิดทำการหน่วยงานราชการต่างๆ และเอกชนครึ่งวัน ประชาชนทั่วไปต้องรีบกลับบ้านและงดออกนอกสถานที่ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวานนี้

และจากการพิจารณาศาลเมื่อเย็นวานนี้ได้แถลงว่า มัสยิดบาบรีสร้างขึ้นโดยคำสั่งของพระเจ้าบาบาร์ แต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์โดยตรงว่าพื้นที่ก่อสร้างนั้นเป็นของผู้ใดในยุคที่สร้างนั้น และไม่มีวัดฮินดูใดถูกรื้อถอนเพื่อสร้างมัสยิดแห่งนี้ มัสยิดสร้างขึ้นเหนือซากปรักเดิมของวัดที่พังทลายลงนานมาแล้วก่อนการก่อสร้างมัสยิด และวัสดุบางอย่างถูกนำมาใช้ในการก่อสร้างมัสยิดด้วย

โดยชาวฮินดูเชื่อว่าในพื้นที่กว้างใหญ่ที่พิพาทกันนี้ มีสถานที่เล็กๆ บริเวณใดบริเวณหนึ่งในพื้นที่นี้เป็นสถานที่ประสูติของพระราม เป็นแต่เพียงความเชื่อที่ไม่อาจระบุพื้นที่จำเพาะเล็กๆ ในบริเวณกว้างใหญ่ได้ และหลังจากการก่อสร้างมัสยิดขึ้น ชาวฮินดูก็เริ่มระบุถึงพื้นที่ที่พิพาทกันนี้ว่าเป็นสถานที่ประสูติโดยแท้จริงของพระราม

ผู้พิพากษาทั้งสามแห่งบัลลังก์ลัคเนาว์ ศาลสูงอินเดีย ตัดสินว่าบริเวณโดยรอบศาสนสถานที่เป็นข้อพิพาทนั้นควรแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับชาวฮินดู อีกส่วนสำหรับชาวมุสลิม และส่วนที่สามสำหรับ Nirmohi Akhara ลัทธิหนึ่งของศาสนาฮินดูซึ่งเป็นคู่กรณีในการฟ้องร้องคดีนี้

ก็หวังว่าคำตัดสินของศาลคงจะสร้างความพอใจให้กับทั้งสองฝ่ายแม้จะไม่เต็มร้อยนัก แต่ก็เชื่อว่าเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาแก้ไข และก็หวังใจว่าคงไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงหลังจากนี้อีก ไม่อย่างนั้นคดีนี้คงไม่มีวันยุติอย่างแน่นอน

เทศกาลแห่งชัยชนะ

ดุชเชห์ร่า (Dussehra) เป็นเทศกาลหนึ่งที่เฉลิมฉลองกันทั่วอินเดีย หลังจากนวราตรีผ่านไปแล้ว 9 วัน ในวันที่ 10 แห่งเดือนอัศวิน (Ashwin) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม ชาวฮินดูจะเฉลิมฉลองกันอีกครั้งเรียกว่า ดุชเชห์ร่า หรือ วิชยทัสมิ (Vijayadashmi) ถือเป็นวันที่พระรามสังหารอสูรราวณะได้ และยังเป็นวันที่พระแม่ทุรคาเอาชนะมหิงสาสูร ซึ่งเป็นชัยชนะของความดีต่อความชั่วร้าย ในวันนี้ชาวฮินดูจึงนิยมเฉลิมฉลองกันทั่วไป

ตามตำนานฮินดู “รามายณะ” กล่าวว่า พระรามได้กระทำพิธีจันดิบูชา (Chandi-Puja) ขอพรจากพระแม่ทุรคาเพื่อสังหารอสูรราวณะ (Ravana) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ทศกัณฐ์ กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ผู้มีสิบเศียร และได้ลักพาตัวนางสีดา มเหสีของพระรามไป พระแม่ทุรคาได้เผยความลับถึงวิธีสังหารอสูรราวณะให้พระรามทราบ ทำให้พระรามสามารถสังหารอสูรร้ายได้ จากนั้น พระรามพร้อมทั้งนางสีดา และพระลักษณ์ พระอนุชาก็ได้เสด็จกลับ นครอโยธยา (Ayodhya) ในวันที่เรียกว่า “ดิวาลี” (Diwali) ซึ่งชาวฮินดูจะมีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่

ในวันดุชเชห์ร่านี้จะมีการแสดงละครพื้นบ้าน รามลีลา (Ramlila) เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างพระรามและอสูรราวณะ ซึ่งคำว่า ดุชเชห์ร่า (Dussehra) หมายถึง การตัดเศียรทั้งสิบเศียรของอสูรราวณะ นักแสดงจะแต่งกายเป็นพระรามแล้วยิงศรไฟไปยังหุ่นจำลองรูปอสูรทั้งสาม ได้แก่ ราวณะ (Ravana) กษัตริย์แห่งกรุงลังกา กุมภการัณ (Kumbhkaran) หรือ กุมภกัณฑ์ พระอนุชา และ เมฆนาธ (Meghnath) โอรสของราวณะ ซึ่งมีประทัดซ่อนไว้ ทำให้รูปหุ่นระเบิดและมีไฟลุกท่วม เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงชัยชนะของความดีที่มีต่อความชั่วร้าย

ดุชเชห์ร่า จึงถือเป็นวันสิ้นสุดเทศกาลนวราตรี ในวันที่พระรามสังหารอสูรราวณะได้ หลังการแสดงรามลีลา และเผาหุ่นจำลองอสูรทั้งสามแล้ว ผู้แสดงเป็นพระราม นางสีดา และพระลักษณ์ ก็จะขึ้นรถม้าแล้วแห่แหนไปรอบๆ ฝูงชนก็จะตะโกนว่า Jai Shri Ram (หมายถึง ชัยชนะของพระราม) สำหรับในปัจจุบันยังมีความหมายถึงการทำลายอสูรที่อยู่ภายในอัตตาของตัวเราเอง แล้วแผ่รังสีแห่งสันติภาพและความรักออกมา

ดุชเชห์ร่ายังถือว่าเป็นวันที่เป็นมงคลมากที่สุดวันหนึ่งของชาวฮินดู ซึ่งเชื่อว่าถ้าได้เริ่มต้นกิจการงานใดๆ ก็จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ดังนั้นจึงมักจะมีการวางรากฐานอาคารใหม่ๆ ในวันนี้ หรือเปิดตัวธุรกิจใหม่ๆ อีกทั้งยังมีการนำเครื่องมือการเกษตร เครื่องจักรกลต่างๆ เครื่องใช้ในครัวเรือน หนังสือเรียนของเด็กๆ มาทำการบูชาต่อหน้ารูปเคารพของพระแม่ทุรคาอีกด้วย

อุ่นท้อง

การดำรงชีพอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นทางตอนเหนือของอินเดีย โดยเฉพาะแถบเทือกเขาหิมาลัย คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับชาวเราที่ไม่เคยได้สัมผัสหิมะมาก่อน แต่สำหรับชาวแคชเมียร์แล้วความหนาวเหน็บไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด แต่ที่เป็นปัญหาคือสถานการณ์ความขัดแย้งที่ร้อนระอุและคุกรุ่นยิ่งกว่าหม้อไฟของชาวแคชเมียร์ซะอีก

เหตุที่ชาวแคชเมียร์สามารถต่อสู้กับความหนาวเหน็บที่ยาวนาน 4-5 เดือน (ตุลาคม-มีนาคม) ได้อย่างสบายนั้น เป็นเพราะภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้รังสรรค์สิ่งประดิษฐ์นี้ขึ้นมา นั่นคือ “กังกรี (Kangris)” ที่หมายถึง “หม้อไฟ” เครื่องทำความร้อนโบราณแบบเคลื่อนที่ได้ ที่นิยมใช้บรรเทาความหนาวเหน็บในแคชเมียร์กันทุกครัวเรือน

รูปลักษณ์ภายนอกของกังกรีก็เหมือนเครื่องจักสานด้วยหวายทรงตะกร้าขนาดเล็กโดยทั่วไป แต่ที่พิเศษคือ เป็นตะกร้าที่สานหุ้มหม้อดินเผาไว้ภายใน ซึ่งหม้อดินเผานี้มีไว้สำหรับบรรจุถ่านไฟ ที่ให้ความอบอุ่นได้ดีไม่แพ้ฮีทเตอร์ไฟฟ้าเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เฉพาะแต่กังกรีอย่างเดียวไม่อาจบรรเทาความหนาวเหน็บโดยสมบูรณ์แบบได้ถ้าขาด “เปรัน (Pheran)” เสื้อคลุมตัวยาวถึงน่อง มีแขนยาว เป็นเครื่องแต่งกายตามแบบประเพณีนิยมของชาวแคชเมียร์โดยเฉพาะผู้ชาย

แต่โดยมากแล้วผู้ชายชาวแคชเมียร์จะนิยมนุ่งเปรันแบบทิ้งแขนเสื้อห้อยไว้ เพราะมือทั้งสองต้องคอยประคองกังกรีไว้ใต้เสื้อคลุมแสนอบอุ่นจากความร้อนที่ระอุออกมาจากหม้อไฟ ซึ่งมักจะมีขี้เถ้ากลบถ่านไฟไว้อีกชั้นเพื่อควบคุมความร้อน

มีหม้อกังกรีภายใต้เปรันแล้วก็หายห่วง จะเดินเหินไปทำธุระปะปังที่ไหนก็ได้ทั่วเมือง โดยไม่ต้องกลัวความหนาวเย็นภายนอกอาคารแต่อย่างใด กังกรีจึงเป็นที่นิยมใช้ทั่วไปทั้งในชนบทและในเมืองใหญ่ อย่างในศรีนคร เมืองหลวงของรัฐจัมมูร์และแคชเมียร์ เราจะพบเห็นชาวแคชเมียร์เดินเหินไปมาโดยมีกังกรีอยู่ภายใต้เสื้อคลุม เหมือนคนท้องยังไงยังงั้นเลย

แถมราคาของกังกรีก็ไม่แพงจนเกินไป ราว 40-120 รูปี ชาวบ้านทั่วไปโดยเฉพาะคนยากจนสามารถหาซื้อมาใช้บรรเทาความหนาวเหน็บกันได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งชาวแคชเมียร์ยังนิยมให้หม้อกังกรีเป็นของขวัญแต่งงานแก่เจ้าสาว เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับหน้าหนาวแรกที่มาเยือนในชีวิตแต่งงาน

ผู้หญิงชาวแคชเมียร์ยังถือว่ากังกรีเป็นเครื่องบอกเหตุที่ดี พวกเธอจะเผาเมล็ดพืชในหม้อกังกรีเพื่อฉลองโอกาสอันเป็นมงคลต่างๆ เมื่อสิ้นหน้าหนาวแล้วชาวแคชเมียร์ก็นิยมทุบหม้อกังกรีทิ้งเพื่อเป็นการอำลาหน้าหนาวที่แสนจะหนาวเหน็บ และเพื่อต้อนรับความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาเยือน

แม้เครื่องฮีตเตอร์ไฟฟ้าจะแพร่หลายในครัวเรือนทั่วไปแล้วก็ตาม แต่กังกรีก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ทุกยุคสมัย เสมือนเป็นเครื่องใช้ประจำตัวของบุคคลในยามหนาวเลยทีเดียว กล่าวกันว่า ถ้าปราศจากกังกรีแล้วชาวแคชเมียร์คงจะต่อสู้กับความหนาวเย็นอย่างยากลำบากทีเดียว

จึงนับได้ว่า “กังกรี หม้อไฟใต้เสื้อคลุม” นี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าทึ่ง และยังเป็นหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นแคชเมียร์อีกด้วย



แพงที่สุดในโลก (จริงอ่ะ)

อินเดียเป็นที่สุดของที่สุดในหลายๆ ด้าน รวมทั้งในเรื่องของบ้าน ที่ไม่เพียงแต่มีราคาแพงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านหลังที่แพงที่สุดในโลกประจำปี ค.ศ. 2010 อีกด้วย บ้านหลังนี้ มีชื่อว่า “แอนติลลา (Antilla)” อยู่ทางตอนใต้ของมุมไบ เมืองหลวงของรัฐมหาราษฎระ ประเทศอินเดียนี่เอง และเจ้าของบ้านคือ นายมูเกซ อัมบานี (Mukesh Ambani) มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในอินเดีย และรวยเป็นอันดับสี่ของโลก เจ้าของอุตสาหกรรมรีไลแอนซ์ (Reliance Industries)

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบ้านหลังนี้แพงที่สุดในโลกได้อย่างไร? ก็เพราะเป็นบ้านหลังแรกของโลกที่มีมูลค่าถึง 1 พันล้าน ดอลลาร์ เทียบเป็นเงินอินเดียประมาณ 45,600 ล้านรูปี เป็นเงินไทยประมาณ 30,000 ล้านบาททีเดียว ตัวบ้านสูง 173 เมตร มีทั้งหมด 27 ชั้น และติดกระจกทั้งหลัง ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าบ้าน แต่จะเรียกว่าเป็นคฤหาสน์ทรงหอคอยคงไม่ผิด และในบ้านมีผู้อาศัยอยู่เพียง นายมูเกซ ภรรยา และบุตรอีก 3 คน ซึ่งอาศัยอยู่ชั้นบนที่มองเห็นทิวทัศน์สวยงามของทะเลอารเบียน

ภายในตัวบ้านประกอบด้วยโรงรถที่จอดรถได้กว่า 160 คันในชั้นล่างสุด แต่เฉพาะรถของนายมูเกซ อัมบานี คนเดียวก็ไม่มีที่จอดแล้ว เพราะมีมากถึง 168 คัน มีสโมสรสุขภาพที่มียิมและสตูดิโอเต้นรำรวมไว้ด้วยกัน ยังมีสปา สระว่ายน้ำ โรงหนังที่มีขนาดความจุ 50 ที่นั่ง ห้องเต้นรำที่มีเพดานสูงแถมยังติดโคมไฟระย้าดูภูมิฐาน ห้องรับรองแขกหรูหรา ลิฟท์ที่มีถึง 9 แห่ง มีสวนลอยบริเวณระเบียงอาคารสี่ชั้น ที่หลังคาตึกก็มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ 3 ลาน โดยมีพนักงานดูแลมากถึง 600 คน โอ้! รวยซะขนาดนี้ อย่าลืมคนจนส่วนใหญ่ในประเทศด้วยนะ

เรื่องกินเรื่องเล็ก ไม่ได้กินสิเรื่องใหญ่

วัฒนธรรมการกินอยู่ของแต่ละประเทศต่างก็เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญของคนในประเทศนั้น ซึ่งมีความแตกต่างกันตามประเพณีและความเชื่อทางศาสนา คนอินเดียก็เช่นเดียวกัน ที่มีข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติที่พวกเราควรทราบกันไว้ถ้าได้มาอินเดีย โดยเฉพาะถ้าได้รับเชิญให้ไปรับประทานอาหารที่บ้านเพื่อน ก็จะช่วยให้เราปฏิบัติตนได้ถูกต้องและเข้ากับวัฒนธรรมของเขาได้

ในการรับประทานอาหารโดยทั่วไปคนอินเดียจะรับประทานด้วยมือ ไม่ใช้ช้อนส้อม แม้แต่อาหารประเภทน้ำ จำพวกแกงเผ็ด หรือซุบถั่วต่างๆ ก็เช่นกัน จะใช้แป้งขนมปัง เช่น นาน จาปาตี หรือโรตี ตักเข้าปากรับประทาน และการทานอาหารด้วยมือก็ถือว่าเป็นการรับประทานอาหารที่ได้รสชาติดีกว่าการใช้ช้อนส้อม

ถ้าเป็นแบบอินเดียดั้งเดิมจริงๆ ที่ปฏิบัติมาแต่โบราณจะใช้ใบตองแทนจาน รับประทานเสร็จก็โยนทิ้งให้สลายตัวในธรรมชาติได้เลย ไม่ต้องมีภาระล้างถ้วยจานชามมากมาย อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารจึงแทบไม่มีความจำเป็น ดังนั้นบนโต๊ะอาหารจะไม่มีอุปกรณ์อื่นๆ ให้ นอกเหนือจากถาดอาหาร ยกเว้นตามร้านอาหารทั่วไปก็อาจให้ช้อนมาด้วยแต่ซ่อมนี่ไม่มีแน่

ในการรับประทานอาหารด้วยมือต้องใช้มือขวาเพียงข้างเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ใช้เรื่องง่ายๆ เลย สำหรับคนที่ไม่เคยทานด้วยมือมาก่อน และคำว่ามือนี่ก็ไม่ได้หมายถึงทั้งมือ แต่หมายถึงแค่ปลายนิ้วเท่านั้นที่ใช้รวบอาหารแล้วกอบเข้าปาก การรับประทานแบบผู้ดีมีมารยาทของชาวอินเดียต้องไม่ให้มือเลอะเทอะ และจานอาหารต้องเกลี้ยงเกลาสะอาด มือข้างซ้ายนี่ห้ามใช้เลย เพราะถือว่าเป็นมือที่ใช้ชำระล้างในห้องน้ำ ไม่ควรเอามาใช้ในการรับประทานอาหาร แต่ในบางชุมชนก็ยอมรับให้คนที่ถนัดซ้ายใช้มือซ้ายในการรับประทานอาหารได้

ดังนั้นก่อนรับประทานอาหารจึงต้องล้างมือให้สะอาด และการรับประทานอาหารที่เป็นทางการต้องให้เกียรติเจ้าภาพหรือผู้อาวุโส รับประทานก่อน และต้องไม่ลุกจากที่นั่งแม้จะรับประทานเสร็จแล้ว จนกว่าเจ้าภาพหรือผู้อาวุโสจะทานเสร็จ อาจขอตัวลุกออกไปล้างมือได้ แต่ต้องรีบกลับมานั่งประจำที่โดยทันที

ส่วนใหญ่แล้วคนอินเดียนิยมรับประทานกับพื้น จึงต้องนั่งขัดสมาธิ หลังตรงเสมอ แต่ถ้านั่งบนโต๊ะอาหารต้องไม่เท้าศอกบนโต๊ะ และอย่ายกถ้วยหรือจานอาหารขึ้น ให้ใช้มือกอบอาหารเข้าปากเท่านั้น

การตักอาหารใส่จานให้ตักเท่าที่จะทานได้หมด และการหยิบอาหารทานแต่ละครั้งควรหยิบคำเล็กๆ เพื่อไม่ได้หกเลอะเทอะ ทั้งปากและฝ่ามือ และควรทานให้ได้จังหวะสม่ำเสมอ ถ้าทานช้าไปอาจเป็นการแสดงความนัยว่าอาหารไม่อร่อยถูกปาก หรือทานเร็วไปก็เป็นการไม่สุภาพเช่นกัน

และเจ้าภาพจะมีความสุขมากที่เห็นแขกทานอาหารที่บ้านได้เยอะ แสดงว่าอาหารอร่อย ถ้าทานหมดเร็วเขาก็จะรีบตักให้ใหม่ทันที และตักทีละเยอะๆ ด้วย ถ้าทานไม่หมดเป็นอันไม่ให้เกียรติเจ้าภาพอีก ดังนั้นต้องรักษาจังหวะให้ดี และหาทางออกที่สุภาพที่จะปฏิเสธโดยไม่ให้เขาเสียน้ำใจนึกว่าเราไม่ชอบอาหารของเขา

จริงๆ แล้วการรับประทานแบบคนอินเดียก็ไม่ได้ลำบากมากมาย เพียงแต่เราไม่คุ้นเคยกับการใช้มือข้างเดียวหยิบอาหารเข้าปาก พวกเราถนัดใช้ทั้งสองมือช่วยฉีกจับอาหารมากกว่า และบางทีไปทานตามร้านอาหารถูกโต๊ะรอบข้างเขามองเอาว่าทานกันอย่างไรให้เลอะเทอะทั้งสองมือ อันนี้พวกเราไม่ค่อยสนเท่าไหร่ เพราะเขาคงไม่รู้ว่าเรามาจากไหน แต่ถ้าไปทานตามบ้านเพื่อนก็อย่าให้เขาว่าเอาได้นะคะว่าเราไม่มีมารยาท ไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติของเขา

มือถือสาวอินเดีย

เรื่องราวความรักต้องห้ามในดินแดนที่ระบบคลุมถุงชนเหนียวแน่นอย่างภาคเหนือของอินเดีย ทำให้หนุ่มสาวหลายคู่ต้องหาทางออกโดยการหนีตามกัน และตามมาด้วยการล่าล้างสังหารด้วยความรุนแรงจากคนในครอบครัว ญาติ รวมทั้งสภาหมู่บ้านที่เรียกว่า “ขาบ” หรือ “ขาบปัญจยาต (Khap Panchayat)” คณะบุคคลผู้ทรงมีอิทธิพลสำคัญในการควบคุมชีวิตของหนุ่มสาวในชุมชน

ในสังคมที่กฏหมู่เป็นใหญ่ การตั้งกฏเกณฑ์บางอย่างเพื่อจำกัดเสรีภาพของสมาชิกจึงเป็นไปโดยง่าย โดยเฉพาะเด็กสาวที่ถือว่าแบกเกียรติยศของครอบครัวและชุมชนไว้บนบ่า จึงมักถูกกดขี่ด้วยกฏเกณฑ์ต่างๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแยกชั้นเรียนระหว่างเพศ การจับเด็กหญิงแต่งงานก่อนวัยอันควร ล่าสุดมีการสั่งห้ามเด็กสาวใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อป้องกันการลักลอบคบหากัน และอาจจะนำไปสู่การหนีตามกันของคู่รักในที่สุด

มีรายงานข่าวมาจากรัฐอุตตรประเทศ ที่การฆ่าเพื่อเกียรติยศแพร่หลายทั่วไปในกลุ่มหนุ่มสาวที่ขัดขืนคำสั่งของสภาหมู่บ้านโดยการแต่งงานในสายตระกูลเดียวกัน ทำให้ขาบปัญจยาตของหมู่บ้านแลกห์ (Lakh) ในเขตชัมลี (Shamli) แห่งมูซาฟฟาร์นาการ์ (Muzaffarnagar) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงกรุงเดลีราว 100 กิโลเมตร นำร่องด้วยการออกกฏเหล็กเพิ่ม โดยการประกาศห้ามเด็กสาวที่ยังไม่แต่งงานใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้หนุ่มสาวหลบหนีไปแต่งงานกันโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้อาวุโสในหมู่บ้าน

การออกคำสั่งครั้งนี้แม้จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านในกลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรี และสตรีบางคนในหมู่บ้านเองก็ตาม แต่ก็อย่างว่าเรื่อง “สิทธิสตรี” ไม่เคยมีอยู่ในชุมชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของ “ขาบปัญจยาต” มาก่อน และขาบเองมีกลุ่มอำนาจทางการเมืองระดับภูมิภาคบางแห่งให้การสนับสนุนอยู่ ซึ่งขาบในหมู่บ้านแลกห์ก็ได้ยื่นร่างมาตรการตรวจสอบการแต่งงานในกลุ่มตระกูลเดียวกัน เข้าสู่ “สภาขาบมหาปัญจยาตทั้งมวล (All Khap Mahapanchayat – AKM)” ที่ซอรวม (Sauraum) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

นอกเหนือจากห้ามใช้โทรศัพท์มือถือแล้ว ขาบปัญจยาตยังออกคำสั่งอื่นๆ เช่น ห้ามเด็กสาวในชุมชนนุ่งห่มเสื้อผ้ารัดรูป หรือขึ้นเต้นรำบนเวทีในระหว่างงานปาร์ตี้หรืองานเฉลิมฉลองอื่นๆ หรือแม้แต่ที่บ้านของตนเองก็ห้ามด้วย

ก็ไม่รู้ว่าเด็กสาวที่เกิดมาในพื้นที่เหล่านี้จะทนแบกรับกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่บีบรัดไปได้มากน้อยแค่ไหน เกิดมาเป็นหญิงก็ลำบากมากพออยู่แล้ว แต่มาเป็นผู้หญิงทางภาคเหนือของอินเดียนี่ลำบากยิ่งกว่าหลายเท่าทีเดียว



ก.พ.รับรอง

เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ประสงค์จะมาเรียนอินเดีย จะได้ตรวจสอบรายชื่อมหาวิทยาลัยในอินเดียที่ สำนักงาน ก.พ. ให้การรับรองวิทยฐานะได้สะดวก เราจึงได้นำรายชื่อมหาวิทยาลัยเหล่านี้มาลงไว้ที่นี่ พร้อมทั้งทำลิงก์เข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัยไว้ด้วย เพื่อให้ท่านสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลได้โดยง่าย จึงใคร่ขอเชิญทุกท่านที่สนใจเข้ามาศึกษาข้อมูลได้ตามอัธยาศัย

ประเทศ : INDIA

พบรายชื่อสถานศึกษา : 223 แห่งที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะ

(แหล่งข้อมูล: สำนักงาน ก.พ. “รายชื่อสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะ“)

1. HIMACHAL PRADESH UNIVERSITY

2. SNDT WOMEN’S UNIVERSITY

3. AGRA UNIVERSITY

4. UNIVERSITY OF AGRICULTURAL SCIENCES,G K V K CAMPUS

5. UNIVERSITY OF AGRICULTURAL SCIENCES, KRISHINAGAR

6. ALAGAPPA UNIVERSITY

7. ALIGARH MUSLIM UNIVERSITY

8. UNIVERSITY OF ALLAHABAD

9. ALL INDIA INSTITUTE OF MEDICAL SCIENCES

10. AMRAVATI UNIVERSITY

11. ANDHRA UNIVERSITY

12. ANDHRA PRADESH AGRICULTURAL UNIVERSITY

13. ANNA UNIVERSITY

14. ANNAMALAI UNIVERSITY

15. ARUNACHAL UNIVERSITY

16. ASSAM AGRICULTURAL UNIVERSITY

17. ASSAM UNIVERSITY

18. AVINASHILINGAM INSTITUTE FOR HOME SCIENCE & HIGHER EDUCATION FOR WOMEN

19. AWADHESH PRATAP SINGH UNIVERSITY

20. B N MANDAL UNIVERSITY

21. BABASAHEB BHIMRAO AMBEDKAR BIHAR UNIVERSITY

22. BANARAS HINDU UNIVERSITY

23. BANASTHALI VIDYAPITH

24. BANGALORE UNIVERSITY

25. BARKATULLAH VISHWAVIDYALAYA

26. BENGAL ENGINEERING COLLEGE

27. BERHAMPUR UNIVERSITY

28. BHARATHIAR UNIVERSITY

29. BHARATHIDASAN UNIVERSITY

30. BHAVNAGAR UNIVERSITY

31. BHOJ OPEN UNIVERSITY

32. BIDHAN CHANDRA KRISHI VISHWAVIDYALAYA

33. BIRLA INSTITUTE OF TECHNOLOGY

34. BIRLA INSTITUTE OF TECHNOLOGY & SCIENCE

35. BIRSA AGRICULTURAL UNIVERSITY

36. UNIVERSITY OF BOMBAY

37. UNIVERSITY OF BUNDELKHAND

38. UNIVERSITY OF BURDWAN

39. UNIVERSITY OF CALCUTTA

40. UNIVERSITY OF CALICUT

41. CENTRAL AGRICULTURAL UNIVERSITY

42. CENTRAL INSTITUTE OF ENGLISH & FOREIGN LANGUAGES, HYDERABAD

43. CENTRAL INSTITUTE OF FISHERIES EDUCATION

44. CENTRAL INSTITUTE OF HIGHER TIBETAN STUDIES

45. CH.CHARAN SINGH HARYANA AGRICULTURAL UNIVERSITY

46. CH.CHARAN SINGH UNIVERSITY

47. CHANDRA SHEKHAR AZAD UNIVERSITY OF AGRICULTURE & TECHNOLOGY

48. CHITRAKOOT GRAMODYA VISHWAVIDYALAYA

49. COCHIN UNIVERSITY OF SCIENCE & TECHNOLOGY

50. DAKSHINA BHARAT HINDI PRACHAR SABHA

51. DAYALBAGH EDUCATIONAL INSTITUTE

52. DECCAN COLLEGE POST GRADUATE AND RESEARCH INSTITUTE

53. UNIVERSITY OF DELHI

54. DEVI AHILYA VISHWAVIDYALAYA

55. Dr B R AMBEDKAR OPEN UNIVERSITY

56. Dr BABASAHEB AMBEDKAR MARATHWADA UNIVERSITY

57. Dr B R AMBEDKAR OPEN UNIVERSITY, AHMEDABAD

58. Dr BABASAHEB AMBEDKAR TECHNOLOGICAL UNIVERSITY

59. Dr BHIMRAO AMBEDKAR UNIVERSITY

60. Dr RAM MANOHAR LOHIA UNIVERSITY

61. DIBRUGARH UNIVERSITY

62. Dr HARISINGH GOUR VISHWAVIDYALAYA

63. Dr Y S PARMAR UNIVERSITY OF HORTICULTURE & FORESTRY

64. FOREST RESEARCH INSTITUTE

65. GANDHIGRAM RURAL INSTITUTE

66. GAUHATI UNIVERSITY

67. GOA UNIVERSITY

68. GOKHALE INSTITUTE OF POLITICS & ECONOMICS

69. UNIVERSITY OF GORAKHPUR

70. GOVIND BALLABH PANT UNIVERSITY OF AGRICULTURE & TECHNOLOGY

71. GUJARAT AGRICULTURAL UNIVERSITY

72. GUJARAT AYURVED UNIVERSITY

73. GUJARAT UNIVERSITY

74. GUJARAT VIDYAPITH

75. GULBARGA UNIVERSITY

76. GURU GHASIDAS UNIVERSITY

77. GURUKULA KANGRI VISHWAVIDYALAYA

78. GURU NANAK DEV UNIVERSITY

79. UNIVERSITY OF HEALTH SCIENCES

80. HEMWATI NANDAN BAHUGUNA GARHWAL UNIVERSITY

81. HIMACHAL PRADESH KRISHI VISHWAVIDYALAYA

82. UNIVERSITY OF HYDERABAD

83. INDIAN AGRICULTURAL RESEARCH INSTITUTE

84. INDIAN INSTITUTE OF SCIENCE

85. INDIAN INSTITUTE OF TECHNOLOGY,BOMBAY

86. INDIAN INSTITUTE OF TECHNOLOGY,NEW DELHI

87. INDIAN INSTITUTE OF TECHNOLOGY,GUWAHATI

88. INDIAN INSTITUTE OF TECHNOLOGY,KANPUR

89. INDIAN INSTITUTE OF TECHNOLOGY,KHARAGPUR

90. INDIAN INSTITUTE OF TECHNOLOGY,MADRAS

91. INDIAN SCHOOL OF MINES

92. INDIAN STATISTICAL INSTITUTE

93. INDIAN VETERINARY RESEARCH INSTITUTE

94. INDIRA GANDHI INSTITUTE OF MEDICAL SCIENCES

95. INDIRA GANDHI KRISHI VISHWA VIDYALAYA

96. INDIRA GANDHI NATIONAL OPEN UNIVERSITY

97. INDIRA KALA SANGIT VISHWAVIDYALAYA

98. INTERNATIONAL INSTITUTE FOR POPULATION SCIENCES

99. JADAVPUR UNIVERSITY

100. JAI NARAIN VYAS UNIVERSITY

101. JAI PRAKASH VISHWAVIDYALAYA

102. JAIN VISHVA BHARATI INSTITUTE

103. JAMIA HAMDARD,HAMDARD NAGAR

104. JAMIA MILLIA ISLAMIA

105. UNIVERSITY OF JAMMU

106. JAWAHARLAL NEHRU KRISHI VISHWAVIDYALAYA

107. JAWAHARLAL NEHRU TECHNOLOGICAL UNIVERSITY

108. JAWAHARLAL NEHRU UNIVERSITY

109. JIWAJI UNIVERSITY

110. KAKATIYA UNIVERSITY

111. UNIVERSITY OF KALYANI

112. KAMESHWAR SINGH DARBHANGHA SANSKRIT UNIVERSITY

113. KANNADA UNIVERSITY

114. KANPUR UNIVERSITY

115. KARNATAK UNIVERSITY

116. KASHI VIDYAPEETH

117. UNIVERSITY OF KASHMIR

118. UNIVERSITY OF KERALA

119. KERALA AGRICULTURAL UNIVERSITY

120. KONKAN KRISHI VIDYAPEETH

121. KOTA OPEN UNIVERSITY

122. KUMAUN UNIVERSITY

123. KUVEMPU UNIVERSITY

124. KURUKSHETRA UNIVERSITY

125. LALIT NARAYAN MITHILA UNIVERSITY

126. UNIVERSITY OF LUCKNOW

127. UNIVERSITY OF MADRAS

128. MADURAI KAMARAJ UNIVERSITY

129. MAGADH UNIVERSITY

130. M S UNIVERSITY OF BARODA

131. MAHARISHI DAYANAND SARASWATI UNIVERSITY

132. MAHARSHI DAYANAND UNIVERSITY

133. MAHATMA GANDHI UNIVERSITY

134. MAHATMA PHULE KRISHI VIDYAPEETH

135. MAKHANLAL CHATURVEDI NATIONAL UNIVERSITY INSTITUTE OF JOURNALISM

136. MANGALORE UNIVERSITY

137. MANIPAL ACADEMY OF HIGHER EDUCATION

138. MANIPUR UNIVERSITY

139. MANONMANIAM SUNDARANAR UNIVERSITY

140. MARATHWADA KRISHI VIDYAPEETH

141. MOHANLAL SUKHADIA UNIVERSITY

142. MOTHER TERESA WOMEN’S UNIVERSITY

143. UNIVERSITY OF MYSORE

144. NAGALAND UNIVERSITY

145. NAGARJUNA UNIVERSITY

146. NAGPUR UNIVERSITY

147. NALANDA OPEN UNIVERSITY

148. NARENDRA DEVA UNIVERSITY OF AGRICULTURE & TECHNOLOGY

149. NATIONAL DAIRY RESEARCH INSTITUTE

150. NATIONAL LAW SCHOOL OF INDIA UNIVERSITY

151. NATIONAL MUSEUM INSTITUTE OF HISTORY OF ART,CONSERVATION AND MUSEOLOGY

152. NIZAM’S INSTITUTE OF MEDICAL SCIENCES

153. NORTH BENGAL UNIVERSITY

154. NORTH EASTERN HILL UNIVERSITY

155. NORTH GUJARAT UNIVERSITY

156. NORTH MAHARASHTRA UNIVERSITY

157. ORISSA UNIVERSITY OF AGRICULTURE AND TECHNOLOGY

158. OSMANIA UNIVERSITY

159. PANDIT RAVISHANKAR SHUKLA UNIVERSITY

160. PANJAB UNIVERSITY

161. PATNA UNIVERSITY

162. PONDICHERRY UNIVERSITY

163. UNIVERSITY OF POONA

164. POSTGRADUATE INSTITUTE OF MEDICAL EDUCATION AND RESEARCH

165. PUNJAB AGRICULTURAL UNIVERSITY

166. PUNJABI UNIVERSITY

167. PUNJABRAO KRISHI VIDYAPEETH

168. PURVANCHAL UNIVERSITY

169. RABINDRA BHARATI UNIVERSITY

170. UNIVERSITY OF RAJASTHAN

171. RAJASTHAN AGRICULTURAL UNIVERSITY

172. RAJASTHAN VIDYAPEETH

173. RAJENDRA AGRICULTURAL UNIVERSITY

174. RANCHI UNIVERSITY

175. RANI DURGAVATI VISHWAVIDYALAYA

176. RASHTRIYA SANSKRIT VIDYAPEETH

177. ROHILKHAND UNIVERSITY

178. UNIVERSITY OF ROORKEE

179. SAMBALPUR UNIVERSITY

180. SAMPURNANAND SANSKRIT VISHWAVIDYALAYA

181. SANJAY GANDHI POSTGRADUATE INSTITUTE OF MEDICAL SCIENCES

182. SARDAR PATEL UNIVERSITY

183. SAURASHTRA UNIVERSITY

184. SCHOOL OF PLANNING AND ARCHITECTURE

185. SHER-E-KASHMIR UNIVERSITY OF AGRICULTURAL SCIENCES AND TECHNOLOGY

186. SHIVAJI UNIVERSITY, VIDYANAGAR

187. SIDDHU KANHU UNIVERSITY

188. SHRI JAGANNATH SANSKRIT VISVAVIDYALAYA

189. SHRI LAL BAHADUR SHASTRI RASTRIYA SANSKRIT VIDYAPEETH

190. SOUTH GUJARAT UNIVERSITY

191. SREE CHITRA TIRUNAL INSTITUTE FOR MEDICAL SCIENCES AND TECHNOLOGY

192. SREE SHANKARACHARYA UNIVERSITY OF SANSKRIT

193. SRI CHANDRASEKHARENDRA SARASWATHI VISWA MAHA VIDYALAYA

194. SRI KRISHNADEVARAYA UNIVERSITY

195. SRI PADMAVATI MAHILA VISHVAVIDYALAYAM

196. SRI RAMCHANDRA MEDICAL COLLEGE AND RESEARCH INSTITUTE

197. SRI SATHYA SAI INSTITUTE OF HIGHER LEARNING

198. SRI VENKATESWARA INSTITUTE OF MEDICAL SCIENCES

199. SRI VENKATESWARA UNIVERSITY

200. SWAMI RAMANAND TEERTH MARATHWADA UNIVERSITY

201. TAMIL NADU AGRICULTURAL UNIVERSITY

202. TAMIL NADU Dr M G R MEDICAL UNIVERSITY

203. TAMIL NADU VETERINARY AND ANIMAL SCIENCES UNIVERSITY

204. TAMIL UNIVERSITY

205. TATA INSTITUTE OF SOCIAL SCIENCES

206. TELUGU UNIVERSITY

207. TEZPUR UNIVERSITY

208. THAPAR INSTITUTE OF ENGINEERING AND TECHNOLOGY

209. TILAK MAHARASHTRA VIDYAPEETH

210. TILAK MANJHI BHAGALPUR UNIVERSITY

211. TRIPURA UNIVERSITY

212. UTKAL UNIVERSITY

213. VEER KUNWAR SINGH UNIVERSITY

214. VIDYASAGAR UNIVERSITY

215. VIKRAM UNIVERSITY

216. VINOBA BHAVE UNIVERSITY

217. VISVA BHARATI

218. YASHWANTRAO CHAVAN MAHARASHTRA OPEN UNIVERSITY

219. UNIVERSITY OF PUNE

220. MARATHWADA UNIVERSITY

221. SIR J.J. INSTITUTE OF APPLIED ART

222. MEERUT UNIVERSITY

223. SAMPURNANAND SANSKRIT UNIVERSITY

อินเดียก็มีกะ(เทย)เขาเหมือนกัน

เป็นผู้หญิงก็ไม่ใช่ ผู้ชายก็ไม่เชิง ฮิจระ (Hijra) จึงเป็นคำที่ใช้เรียก ผู้ชายโดยลักษณะทางกายภาพภายนอก แต่มีจิตใจเป็นหญิง และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของผู้หญิง คำว่า “ฮิจระ” เป็นภาษาอูรดู (Urdu-ภาษาราชการหนึ่งใน 23 ภาษาของอินเดีย) และมักจะแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยใช้คำว่า “eunuch” หรือ “hermaphrodite” ซึ่งหมายถึง “ขันที” หรือ “กะเทย”

แต่ในภาษาอูรดูจริงๆ แล้วเป็นคำที่มีความหมายในทางดูถูกดูหมิ่น นักเคลื่อนไหวชาวฮิจระและองค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่งพยายามใช้คำว่า “คนข้ามเพศ (transgender)” มากกว่า และก็ได้มีความพยายามที่จะรณรงค์ให้มีการยอมรับชาวฮิจระในฐานะ “เพศที่สาม (third gender)” ผู้ที่ไม่ใช่ทั้งผู้ชายและผู้หญิง นับตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา

ในขณะที่การเป็นเพศที่สาม ชาวฮิจระเชื่อว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้ ไม่สามารถเลือกได้ รวมทั้งวิถีการดำรงชีพด้วย ชีวิตของเพศที่สามในอินเดียมีความยากลำบากกว่าหลายประเทศที่เปิดรับในเรื่องนี้มาก คนอินเดียปัจจุบันไม่ยอมรับความเป็นเพศที่สามโดยเฉพาะในครอบครัว ญาติมิตร และเพื่อนบ้าน จึงทำให้หลายคนต้องซ่อนเร้นตัวตนของตนเอง หรือไม่ก็หนีออกจากครอบครัว หรือถูกขับออกจากครอบครัว

ชาวฮิจระจึงมักจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเกื้อกูลช่วยเหลือกัน กลุ่มหนึ่งมีราว 5 คนหรือมากกว่านั้น โดยมี “กูรู” เป็นผู้นำ และมีกฏเกณฑ์ภายในกลุ่มของตนเอง และมีการสอนร้องเพลง เต้นรำ และกิจกรรมอื่นๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพ

แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้รับการศึกษา ไม่สามารถหางานทำได้เพราะสังคมไม่ยอมรับ งานที่สามารถทำได้ คือ การอวยพรในวันเกิดของเด็กเกิดใหม่ การเต้นรำในงานแต่งงาน ซึ่งเป็นงานที่เป็นที่ยอมรับและให้เกียรติชาวฮิจระ อีกทั้งการรวมตัวเป็นกลุ่มไปขอเงินตามที่ต่างๆ ร้านค้า หรือแม้แต่บนรถไฟ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย เพราะเป็นการขู่กรรโชกทรัพย์ประเภทหนึ่ง

นอกจากนั้นก็คือ การขายบริการทางเพศ ซึ่งชาวฮิจระมักถูกกระทำรุนแรงทางเพศในที่สาธารณะ ในสถานีตำรวจ ในคุก อยู่เสมอ ทั้งยังขาดไร้ซึ่งสิทธิในด้านสุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย อาชีพ กฎหมาย และระบอบการปกครองอื่นที่ไม่สามารถระบุพวกเขาได้ว่าเป็นเพศใด

พวกเรามักพบเห็นชาวฮิจระได้ทั่วไปตามท้องถนน สถานีรถไฟ และที่สาธารณะต่างๆ ที่ทำการขอเงินจากผู้คนที่สัญจรไปมา โดยเฉพาะผู้ชาย ถ้าถูกปฏิเสธ ชาวฮิจระก็จะพยายามทำให้ผู้ชายที่ตนขอเงินนั้นรู้สึกขวยอายต่อหน้าคนอื่นๆ โดยกระทำการลามกต่างๆ อย่างเช่นการใช้มือล้วงจับอวัยวะเพศของตนแล้วเอามาป้ายที่หน้าคนคนนั้น หรือใช้ภาษาที่หยาบคาย หรือล่วงล้ำทางเพศ บ้างก็ข่มขู่ที่จะโชว์ของลับให้ดูต่อหน้าถ้าไม่บริจาคเงินให้

ชาวฮิจระในอินเดียจึงมีภาพลักษณ์ในสองด้านที่ตรงกันข้ามกัน ด้านหนึ่งก็ถูกสังคมรังเกียจ ไม่ยอมรับ และสบประมาทด้วยคำเรียกต่างๆ อีกด้านกลับได้รับการยกย่องให้เกียรติเชิญมาอวยพรในวันเกิดทารกเพศชาย หรือมาแสดงดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ ในงานแต่งงาน ซึ่งเชื่อว่าจะนำโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์มาสู่ครอบครัวนั้น

ข้าวสำเร็จรูป

นักวิทยาศาสตร์การเกษตรชาวอินเดียประสบผลสำเร็จในการเพาะพันธุ์ข้าวอ่อนชนิดหนึ่งที่รูปร่างหน้าตาเหมือนข้าวพันธุ์ปกติทั่วไป ยกเว้นก็แต่ไม่ต้องหุงหาให้เปลืองฟืนไฟ แค่แช่น้ำทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องปกติเพียงแค่ 45 นาทีก็นำมารับประทานได้เลย ว๊าว! ดีจัง

ข้าวพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ อัฟกานิโบรา (Aghunibora, Aghonibora) คิดค้นขึ้นโดย สถานีวิจัยข้าวติตาบาร์ (Titabar Rice Research Station) แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรอัสสัม (Assam Agricultural University) และศึกษาวิจัยต่อเนื่องโดย สถาบันวิจัยข้าวกลาง (Central Rice Research Institute – CRRI) ของอินเดีย

ซึ่งทาง CRRI เริ่มศึกษาข้าวชนิดนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 โดยได้แนวคิดมาจากข้าวพันธุ์อ่อนที่เรียกว่า โกมาลซอว์ล (komal sawl) เป็นพันธุ์ที่รู้จักกันดีในอัสสัม รัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ที่เติบโตในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่น เนื่องจากตระหนักเห็นในศักยภาพและประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทาง CRRI จึงได้พัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่นี้ขึ้น

เริ่มต้นโดยการทดลองพัฒนาพันธุ์ข้าวลูกผสมของข้าวพันธุ์อ่อนเดิมกับข้าวพันธุ์ปกติที่ให้ผลผลิตสูง ที่จะสามารถเติบโตได้ในภูมิอากาศต่างๆ ทั่วอินเดีย ผลการทดลองสามปี ชี้ให้เห็นว่าข้าวพันธุ์ใหม่นี้ใช้เวลาเพาะปลูกราว 145 วัน จึงจะเก็บเกี่ยวได้ และสามารถให้ผลผลิตได้สูงถึง 4 – 4.5 ตันต่อพื้นที่หนึ่งเฮกเตอร์ (6 ไร่ 1 งาน) ในขณะนี้ทางสถาบันวิจัยวางแผนที่จะปลูกข้าวพันธุ์นี้ในพื้นที่ของรัฐอานธรประเทศ เบงกอลตะวันตก และพิหาร

แม้ว่า อัฟกานิโบรา จะเผยแพร่ออกมาในช่วงนี้ แต่เมล็ดพันธุ์ข้าวยังคงไม่เพียงพอที่จะแจกจ่ายให้กับชาวนา ทางศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวกลางก็ได้วางแผนที่จะเพาะเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่กว้างขวางขึ้นเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์มาแจกจ่ายให้กับชาวนาอย่างทั่วถึง

สำหรับประเทศที่มีประชากรยากจนจำนวนมากและขาดสารอาหาร ข้าวไม่ต้องหุงนี้จะช่วยบรรเทาภาวะหิวโหยได้ ทั้งยังช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ประหยัดเวลาในการหุงหา และช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่เกิดจากการหุงต้มได้ เรียกได้ว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดีจริงๆ

ใครฉี่ข้างกำแพง

ใครได้มาสัมผัสอินเดียคงทราบกันดีว่า มีคุณผู้ชายในอินเดียจำนวนมากแสดงพฤติกรรมที่รับไม่ได้หลายอย่าง อาทิ การถ่มน้ำลาย (รวมทั้งน้ำหมาก) ไปทั่ว และการฉี่ไม่เลือกที่ เรียกว่าปวดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ปรี่เข้าข้างทางเมื่อนั้นเลยทันที ทำให้ที่สาธารณะที่เราเดินผ่านหลายแห่งส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว

พฤติกรรมดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของผู้ชายอินเดียเลยก็ว่าได้ ที่สามารถฉี่ได้ทุกที่ไม่มีอาย ไม่ว่าจะเป็นฟุตบาทข้างทาง ริมถนน กำแพง บางทีขับรถอยู่ดีๆ ก็จอดเข้าข้างทางโดยทันทีซะอย่างนั้นเพื่อไปฉี่นั่นเอง บางครั้งก็ยืนเรียงแถวฉี่เป็นเพื่อนกันไปคุยกันไปซะอีก

ในเวลาโดยสารรถบัสทางไกลเหมือนกัน ถ้าเป็นบ้านเราแวะจอดที่สถานีรถโดยสารหรือปั้มน้ำมันก็ลงไปฉี่กันได้ แต่ที่อินเดียอย่าหวังจะเจอห้องน้ำดีๆ แถมการเดินทางไปแต่ละที่ไม่ใช่ใกล้ๆ เลย ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่คนที่นี่เขาไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องห้องน้ำกันอาจเพราะความเคยชิน บางทีรถก็จอดให้กลางทางซะเฉยๆ เพื่อให้ลงไปฉี่กัน และเวลาฉี่ก็ไม่ไปที่ลับหูลับตา แค่หันหลังให้รถก็ฉี่กันได้แล้ว ผู้ชายไทยแรกๆ ก็ไม่กล้า แต่เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ระวังจะติดนิสัยไปทำที่บ้านเราไม่ได้นะอย่างนี้

ด้วยลักษณะนิสัยดังกล่าวนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของอินเดียไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในสายตาโลก แม้ว่าทางการจะได้สร้างส้วมสาธารณะไว้ให้โดดเด่นตามริมถนนหลายแห่ง แต่ก็ยังไม่อาจทำให้ประชาชนชายส่วนใหญ่ละเลิกนิสัยนี้ได้ จึงได้มีการรณรงค์เพื่อให้เลิกนิสัยนี้ขึ้น เอามาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของสุนัขซะเลย

แต่สงสัยจะใช้เวลาอีกนาน เพราะเป็นนิสัยโดยดั้งเดิมที่กำจัดกันยากสักหน่อย โดยเฉพาะผู้ชายอินเดียที่ค่อนข้างมีอีโก้สูง เรามักพูดกันเล่นๆ เสมอว่า “ทำอะไรตามใจคือ ไทยแท้” แต่พอมาเห็นที่อินเดียคงต้องบอกว่า “ทำอะไรตามใจได้ทุกที่ นี่แหล่ะอินเดียนแท้ๆ นะนาย”

มรดกโลกของอินเดีย

ผลจากที่ประชุมใหญ่สามัญขององค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1972 มีมติอย่างท่วมท้นในการก่อตั้ง “Convention concerning the protection of the World Cultural and Natural Heritage” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อกำหนดแหล่งมรดกโลกทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ รวบรวมแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานจากประเทศสมาชิกต่างๆ ที่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษและมีคุณค่าในระดับสากล การปกป้องคุ้มครองสิ่งที่เป็นความห่วงใยของมนุษยชาติทั้งมวล และการส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างประเทศและประชาชนในการช่วยกันปกป้องสมบัติสากลเหล่านั้นให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นอนาคต

ซึ่งรายชื่อแหล่งมรดกโลกที่ได้ถูกบันทึกไว้ในขณะนี้มีอยู่ 812 แห่ง รวมทั้งสิ่งมหัศจรรย์ทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ อันเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยในการร่วมมือกันปกป้องสิ่งซึ่งมีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพื้นที่มรดกโลกทางวัฒนธรรม 628 แห่ง และทางธรรมชาติ 24 แห่ง จาก 137 ประเทศ อินเดียเป็นสมาชิกของมรดกโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 และได้ทำงานร่วมมือกับองค์กรนานาชาติอื่นๆ อย่างใกล้ชิด ได้แก่ ICOMOS (International Council on Monuments and Sites), IUCN (International Union for the Conservation of Nature and Natural Resources) และ ICCROM (International Centre for the study of Preservation and Restoration of Cultural Property)

เฉพาะในอินเดียนั้นมีพื้นที่ที่เป็นมรดกโลกทั้งหมด 27 แห่ง ในจำนวนนี้ 22 แห่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ 5 แห่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ดังรายชื่อต่อไปนี้

Cultural Sites

Ajanta Caves

Ellora Caves

Agra – Fort

Agra – Taj Mahal

Konark – Sun Temple

Mahabalipuram

Churches of Old Goa

Khajuraho

Hampi

Fatehpur Sikri

Pattadakal

Elephanta Caves

Great Living Chola Temples

Sanchi

Humayun’s Tomb

Qutb Minar

Mahabodhi Temple

Rock Shelters of Bhimbetka

Champaner

Mountain Railway of India

Chhatrapati Shivaji Terminus

Red Fort, Delhi


Natural Sites

Kaziranga National Park

Manas Wildlife Sanctuary

Keoladeo National Park

Sunderbans National Park

Nanda Devi & Valley of Flowers

ที่มาข้อมูล

องุ่นสูญพันธุ์ (ไร้เมล็ด) จากอินเดีย

ช่วงหน้าหนาวราวต้นปี ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม เป็นช่วงที่มีองุ่นออกวางจำหน่ายอย่างแพร่หลายในอินเดียและราคาไม่แพงมากนักถ้าเทียบกับเมืองไทย โดยเฉพาะ องุ่นไร้เมล็ด (seedless grape) เป็นที่นิยมมาก มีขายทั้งสีดำและสีเขียว สนนราคาขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 60-100 รูปี ต่อหนึ่งกิโลกรัม แต่สีดำจะมีราคาแพงกว่าหน่อย มีให้เลือกซื้อและทานกันอย่างอิ่มหนำ

ในอินเดีย “องุ่นไร้เมล็ด” พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากที่สุด คือ “Thomson Seedless Grape” ซึ่งปลูกมากที่สุดในรัฐมหาราษฏระนี่เอง โดยเฉพาะที่เมืองนาสิก (ปลูกมากที่สุดในอินเดีย) รองลงมาคือ รัฐการ์นาตะกา และทมิฬนาดู เป็นอันดับที่สาม เนื่องจากเป็นที่นิยมรับประทานมาก องุ่นไร้เมล็ดจึงนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้งดงามอย่างหนึ่งในอินเดีย

และก็เพราะปลูกกันมากที่สุดในรัฐมหาราษฏระนี่เอง ทำให้องุ่นที่เมืองปูเณ่มีราคาถูกกว่าที่อื่น แถมยังหวาน กรอบ อร่อยอย่าบอกใครทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามการรับประทานองุ่นก็ควรต้องระวังให้ดีด้วยค่ะ เพราะผลองุ่นนี่ก็อุดมไปด้วยสารพิษจากยาฆ่าแมลงจำนวนมาก โดยเฉพาะคราบขาวๆ ที่เคลือบบนผิวองุ่น ล้างด้วยน้ำเปล่าๆ ไม่ออก

การที่จะรับประทานองุ่นได้อย่างปลอดภัยก็จะต้องล้างผลองุ่นอย่างสะอาดหมดจด สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ ควรเด็ดผลองุ่นออกจากขั้วเพื่อที่จะได้ทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง บีบยาสีฟันยี่ห้อใดก็ได้สักเล็กน้อย ขยี้ให้ละลายกับน้ำแล้วนำองุ่นที่เด็ดขั้วแล้วลงมาล้างให้สะอาด แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ก็จะได้ผลองุ่นที่สะอาดและปลอดภัยดีแล้ว

india in the world

38 % ของแพทย์ในอเมริกา เป็นคนอินเดีย

12 % ของนักวิทยาศาสตร์ในอเมริกา เป็นคนอินเดีย

28 % ของลูกจ้าง IBM ทั่วโลก เป็นคนอินเดีย

17 % ของลูกจ้าง INTEL ทั่วโลก เป็นคนอินเดีย

36 % ของลูกจ้าง องค์กร NASA เป็นคนอินเดีย

34 % ของลูกจ้าง Microsoft เป็นคนอินเดีย

สันสกฤตเป็นภาษาแม่ของยุโรปทั้งหมด

นิตยสาร Forbes รายงานในปี 1987 ว่าภาษาสันสกฤตเป็นภาษาที่เหมาะสมมากที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์

หมากรุกประดิษฐ์ขึ้นในอินเดีย

พุทธยาน (Budhayana) เป็นบุคคลแรกที่คำนวณค่า pi (3.14) และอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ Pythagorean Theorem เขาค้นพบสิ่งนี้ในศตวรรษที่ 6 เป็นเวลานานก่อนนักคณิตศาสตร์ชาวยุโรป

Aryabhatta จากอินเดียเป็นคนคิคค้นเลข 0 ขึ้น

อินเดียเป็นผู้ประดิษฐ์ระบบตัวเลขขึ้น

พีชคณิต ประดิษฐ์ขึ้นในอินเดีย

พีชคณิต ตรีโกณมิติ และแคลคิวลัส มาจากอินเดีย

ผู้จัดการใหญ่ของ Hewlett Packard คือ ราจีฟ คุปตะ (Rajiv Gupta) เป็นคนอินเดีย

ผู้ประดิษฐ์ Pentium chip ที่ 90 % ใช้ในระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน คือ วิโนด ดาห์ม (Vinod Dahm) เป็นคนอินเดียเช่นกัน

ผู้ก่อตั้งและสร้าง Hotmail คือ ซาเบียร์ ภาเตีย (Sabeer Bhatia) มาจากอินเดีย

ในอินเดียมีหนังสือพิมพ์ต่างๆ มากกว่า 5600 ฉบับ และนิตยสารกว่า 3500 ฉบับ ซึ่งมีผู้อ่านราว 120 ล้านคนต่อวัน

Sushruta จากอินเดีย คือ บิดาแห่งศัลยกรรม ที่ราว 2600 ปีมาแล้ว เขาและนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพในยุคนั้นได้ทำศัลยกรรมที่ซับซ้อน เช่น แขนขาเทียม รอยแตก นิ่วในกระเพาะปัสสวะ ศัลยกรรมพลาสติก และศัลยกรรมสมอง

Lashmi Mittal เป็นผู้ที่รวยที่สุดเป็นอันดับห้าของโลก และเป็นผู้ที่รวยที่สุดในประเทศอังกฤษ เขามีบ้านในอังกฤษที่ราคาแพงติดอันดับที่สุดในโลก ราว 70 ล้านปอนด์

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า เราเป็นหนึ้คนอินเดียอย่างมากที่สอนให้เรารู้วิธีนับเลข ถ้าปราศจากสิ่งนี้แล้ววิทยาศาสตร์ก็ไร้คุณค่า

อินเดียมีกองทัพที่ใหญ่มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก ด้วยทหารมากกว่า 1.5 ล้านนาย

มัลลาขามบ์

มัลลาขามบ์ (Mallakhamb) หรือ มัลขามบ์ (Malkhamb) คือ กีฬาพื้นเมืองที่มีกำเนิดในอินเดีย เป็นการแสดงกายกรรมในท่าต่างๆ ประกอบเสียงดนตรีบนเสาไม้หรือเชือก อีกทั้ง มัลลาขามบ์ ยังหมายถึง เสา ที่ใช้ในการแสดงด้วย

คำว่า “มัลลาขามบ์ (Mallakhamb)” ประกอบด้วยคำว่า “มัลลา (malla)” ซึ่งหมายถึง “นักกายกรรม หรือ “ผู้ชายที่แข็งแรง” และคำว่า “ขามบ์ (khamb)” หมายถึง “เสา” มัลลาขามบ์ จึงอาจแปลได้ว่า ยิมนาสติกเสา

เรียกได้ว่า มัลลาขามบ์ เป็นกีฬากึ่งยิมนาสติก กึ่งศิลปะป้องกันตัว อันมีมาแต่โบราณของอินเดีย ซึ่งพบในบันทึกเก่าแก่ที่สุดถึง ศตวรรษที่ 12 แรกเริ่มนั้น มัลลาขามบ์ นำมาใช้ในการออกกำลังกายสำหรับนักกีฬามวยปล้ำ

แต่มัลลาขามบ์เสา (Pole mallakhamb) เริ่มขึ้นโดย Balambhattdada Deodhar ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1800-1810 ต่อมาลูกศิษย์ของท่านที่ชื่อ Damodarguru Moghe ที่พัฒนาไปใช้กับเสา และใช้ไม้ไผ่แทนเสา เมื่อเสาไม้หายากมากขึ้นก็ได้พัฒนามาใช้เชือกแทน และมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้มากกว่า 25 – 30 ชนิด ที่ได้ทดลองใช้และทดสอบกันมานานหลายปี

ที่โดดเด่นของกีฬามัลลาขามบ์ ได้แก่

มัลลาขามบ์เสาหรือ มัลลาขามบ์แบบตายตัว

รูปแบบนี้จะใช้เสาไม้แนวตั้งปักไว้กับพื้น และผู้เล่นจะต้องแสดงท่ากายกรรมและท่าทางอย่างคล่องแคล่วขณะแขวนอยู่บนเสา เสาที่ใช้ในการแข่งขันต้องเป็นเสาตรงจริงๆ ทำจากไม้สักหรือไม้ Sheesham ซึ่งเป็นไม้พื้นเมืองของอินเดีย มีความสูง 2.6 เมตร (8.5 ฟุต) เส้นผ่าศูนย์กลางที่ฐาน 55 เซ็นติเมตร (22 นิ้ว) และค่อยๆ เรียวสอบที่ปลายยอดเสา ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 เซ็นติเมตร (14 นิ้ว)

มัลลาขามบ์แบบแขวน เป็นการแขวนตัวอยู่บนเสาไม้ ที่สั้นกว่าเสามัลลาขามบ์แบบมาตรฐาน ที่แขวนด้วยโซ่และตะขอ มีช่องว่างระหว่างพื้นและฐานของมัลลาขามบ์

มัลลาขามบ์เชือก ผู้เล่นต้องแสดงท่าออกกำลังกายขณะแขวนจากเชือกที่ห้อยลงมา

ซึ่งแต่ละประเภทต้องใช้กล้ามเนื้อแขนและขาที่แข็งแรงจริงๆ ในขณะยึดเหนี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งยังต้องแสดงลีลาท่าทางที่พริ้วไหวประกอบเสียงดนตรีเร้าใจ ทำให้กีฬาพื้นเมืองประเภทนี้ของอินเดียดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้เสมอ

เรื่องของหนู


ในบรรดาเทวดาทั้งหลายในศาสนาฮินดู ไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า เทวดาที่มีความเป็นสากลและเป็นที่เคารพบูชามากที่สุด นั้นคือ “พระคเณศ” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ลักษณะของพระคเณศนั้นเป็นอย่างไร

แต่ในวันนี้จะมาพูดถึง บริวารของพระคเณศ ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ทั่วๆไป เรียกได้ว่า พระคเณศ อยู่ที่ใด ที่นั่นต้องมีเขาคนนั้นตามไปด้วยเสมอๆ คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เขาที่ว่านั้นคือใคร?

ชื่อของพระเอกของเราในวันนี้ มีชื่อเรียกว่า มูสิกะ หรือ ในภาษาอังกฤษจะเขียนได้ว่า mooshika มีรูปกายเป็นหนู ซึ่งเป็นพาหนะของพระคเณศนั่นเอง

คำว่า “มูสิกะ” ผู้เขียนเข้าใจว่า น่าจะเป็นคำที่มาจากภาษาสันสฤต เพราะเคย สวดมนต์เป็นภาษาบาลีบ่อยๆว่า “สะระพู มูสิกา กะตา เมรักขา กะตาเม ปะริตตา” แต่ในบทสวดมนต์ภาษาบาลี เราจะใช้คำว่า “มูสิกา” ไม่ใช้ “มูสิกะ” ก็แบบนี้ล่ะ สองภาษานี้เป็นภาษาพี่ภาษาน้องกันนี่ มันก็ต้องมีความคล้ายกันบ้างล่ะ แต่บางที่อาจจะใช้คำๆเดียวกันเลยล่ะ เพราะผู้เขียนก็ไม่แตกฉานในภาษาบาลี จึงขอยกไว้ไม่กล่าวถึงจะดีกว่า

ความจริงแล้ว ชื่อของพญาหนู ตนนี้ มีสองตำรา แต่ในคัมภีร์ “คเณศชาปุราณะ” (Holy Ganeshapurana) ได้กล่าวไว้ว่า แต่เดิมที มีเทวดาผู้โชคร้ายอยู่องค์หนึ่งมีนามว่า “กาจามูกะ” (Kroncha) ได้เดินไปเหยียบหัวแม่เท้าของ พระมุนีวามะเทพ (Muni Vamadeva) ในงานประชุมที่เทวสภาของพระอินทร์ ทำให้ถูกสาปให้เป็นหนู ด้วยความตกใจ เทวดากาจามูกะ จึงอ้อนวอนต่อพระมุนีวามะเทพ แต่ด้วยคำสาปที่กล่าวไปแล้วนั้นมีอานุภาพที่ไม่อาจถอนคืนได้ พระมุนีจึง กล่าวคำด้วยวาจาสัตย์ขึ้นใหม่ว่า “เจ้าจงไปเป็นข้ารับใช้ของพระคเณศ พระคเณศเท่านั้นที่จะช่วยให้เจ้าพ้นทุกข์ในกายสังขารที่เป็นหนูนี้ได้”

ครานั้นเอง พระคเณศ ได้ยินเสียง พญาหนูกาจามูกะ ที่ถูกสาปเรียบร้อยแล้ว ออกส่งเสียงทำลายข้าวของทุกอย่างที่ขวางหน้า (นิสัยของหนู) พระคเณศ จึงตัดสินใจ ว่าจะต้องปราบเจ้าหนูตนนี้เสียแล้ว จึงคว้าอาวุธ คือ บ่วงเชือก (Pasha) ขว้างไปที่คอของพญาหนูกาจามูกะ จนสิ้นพยศ ตั้งแต่นั้นมาพญาหนูกาจามูกะจึงรับเป็นพาหณะของพระคเณศ

แต่ปัญหาไม่จบเพียงเท่านั้น ปกติแล้วพญาหนูจามูกะนั้น มีกายที่ไม่ใช่หนูธรรมดา ในตำรากล่าวไว้ว่า มีขนาดที่สามารถทำลายภูเขาทั้งลูกได้ ถ้าเปรียบเทียบกันในแนวตรรกะแล้ว ถ้าหนูตัวใหญ่ขนาดทำลายภูเขาได้ พระคเณศนั้นจะต้องมีขนาดใหญ่กว่าหนูหลายเท่าตัวนัก พระคเณศจึงบันดาลให้สำเร็จด้วยฤทธิ์ ให้กายของพระองค์มีน้ำหนักเบาเพียงพอที่พญาหนูกาจามูกะ หรือ มูสิกะจะแบกรับไว้ได้ นั่นเอง

เอมเบดการ์

วันที่ 14 เมษายนนี้ นับเป็นวันสำคัญที่ตรงกับเทศกาลต่างๆ ในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นวันเริ่มต้นเทศกาลเก็บเกี่ยวของชาวอินเดียทางภาคเหนือ วันปีใหม่และวันสำคัญทางศาสนาของชาวซิกข์ และที่สำคัญคือ เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ดร.อัมเบดการ์ ผู้ทำให้พุทธศาสนาหวนกลับคืนสู่อินเดียอีกครั้ง

ดร.อัมเบดการ์ ท่านมีคุณูปการไม่เฉพาะแต่ชาวพุทธเท่านั้น แต่สำหรับคนอินเดียท่านเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ จนได้รับการขนานนามว่า “บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย” และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมของคนชั้นล่างในสังคม นอกเหนือจากเป็นนักกฏหมาย ผู้นำทางศาสนาพุทธท่านหนึ่งแล้ว ท่านยังเป็นนักปรัชญา นักคิด นักเขียน บรรณาธิการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคมอีกด้วย

ดร.อัมเบดการ์ นามเต็มของท่านคือ บาบาสาเหบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์ เกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1891 และเสียชีวิตลงในวันที่ 26 ธันวาคม 1956 ภายหลังท่านได้รับรางวัลทรงเกียรติ Bharat Ratna (อัญมณีแห่งอินเดีย) เป็นพลเรือนระดับสูงสุดของอินเดีย ในปี 1990 วันนี้จึงถือเป็นวันหยุดที่สำคัญวันหนึ่งของอินเดียทั่วประเทศ

ดิวาลี

“ดิวาลี (Diwali)” เทศกาลแห่งแสงไฟ และปีใหม่ของชาวฮินดู

“ดิวาลี (Diwali)” บ้างก็เรียก “ดีปาวาลี (Deepaawali)” หมายถึง แนวหรือแถวของตะเกียง “ดีป (Deep)” หมายถึง “ตะเกียง” และ “วาลี (Vali)” หมายถึง “แถว” ดิวาลี จึงเป็นเทศกาลแห่งแสงไฟ และเป็นเป็นเทศกาลต่อเนื่องมาจากเทศกาลนวราตรี ที่เฉลิมฉลองชัยชนะของความดีต่อความชั่วร้าย และในวันนี้เป็นวันฉลองการนิวัตสู่พระนครอโยธยาของพระราม พระลักษณ์ และนางสีดา ตามความเชื่อของชาวฮินดู หลังจากที่ถูกเนรเทศให้เสด็จไปอยู่นอกเมืองนานถึง 14 ปี

ในช่วงเวลานี้ชาวฮินดูจะทำความสะอาดบ้านเรือน เปิดหน้าต่างเพื่อต้อนรับ “พระลักษมี” เทวีแห่งความมั่งคั่ง ให้เข้ามาเยือนบ้านเรือนของตน การจุดเทียนและตะเกียง เป็นการต้อนรับและบอกทางแก่พระนาง มีการแลกเปลี่ยนของขวัญและตระเตรียมอาหารมาเลี้ยงฉลองกัน

ทุกบ้านเรือน ร้านค้า สถานที่ราชการต่างๆ จะตกแต่งประดับประดาด้วยแสงไฟตระการตา ทั้งที่มาจาก หลอดไฟ โคมไฟ และตะเกียงน้ำมันดินเผา ที่เรียกว่า “ดิยา” ที่วางตั้งเป็นแถวริมหน้าต่าง ประตู และวางไว้รอบนอกบริเวณบ้าน ในอินเดียยังนิยมจุดดิยา ให้ลอยเป็นสายเหมือนกระทงสายในแม่น้ำต่างๆ โดยเฉพาะแม่น้ำคงคา ถ้าตะเกียงนั้นลอยไปได้ตลอดรอดฝั่งก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

วันนี้ยังเป็นวันดีสำหรับธุรกิจร้านค้าต่างๆ ที่มีการบูชาพระลักษมีเทวีเพื่อความเจริญก้าวหน้าในธุรกิจการงาน แม้วันนี้จะเป็นเป็นหยุด สำนักงานและธุรกิจร้านค้าหลายแห่งจะปิดทำการก็ตาม แต่หลังหกโมงเย็นในวันดิวาลีนี้จะเปิดทำการช่วงสั้นๆ เพื่อเริ่มต้นทำบัญชีใหม่ีของร้าน

การจุดดอกไม้ไฟและประทัด ยังเป็นส่วนสำคัญในการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้อย่างขาดไม่ได้ แม้ว่าจะส่งเสียงดัง สร้างมลพิษ และอาจทำให้ทั้งคนเล่นและคนดูบาดเจ็บเอาได้ แต่คนอินเดียก็ไม่กลัว เล่นพลุและประทัดกันเป็นว่าเล่น อีกอย่างที่เป็นที่นิยมเล่นกันในช่วงเวลานี้ก็คือ การพนันขันต่อ ตามตำนานกล่าวว่า พระแม่ปารวตี ทรงเล่นพนันกับพระศิวะ พระสวามีในวันนี้ และทรงกล่าวไว้ว่าผู้ใดที่เล่นพนันในวันดิวาลีก็จะได้ชัยชนะ

ดิวาลี ยังเป็นช่วงเวลาที่ซื้อหาและแลกเปลี่ยนของขวัญกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะขนมหวานและผลไม้แห้ง เป็นของขวัญที่นิยมซื้อให้กัน รวมทั้งแจกจ่ายขนมหวานในหมู่ญาติและมิตรสหาย ดิวาลี จึงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ มากเลยทีเดียว

และไม่เฉพาะแต่ชาวฮินดูเท่านั้นที่เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ ทั้งเชน ซิกข์ รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ทั่วอินเดียก็มีส่วนร่วมกันอย่างสนุกสนานในเทศกาลนี้ด้วยกัน ก็ขอให้เทศกาลแห่งแสงไฟนี้นำความสว่างสดใส และร่ำรวยมั่งคั่ง มาสู่ชีวิตของทุกคนโดยถ้วนหน้าด้วยเทอญ.

กระต่ายตื่น(มะ)ตูม

หลายๆ คนคงตั้งข้อสงสัยว่า ต้นไม้ดังกล่าวนั้น คือ ต้นอะไร? ขอเฉลยเลยว่า มันคือ ต้นมะตูม ต้นไม้ที่ชาวฮินดูนิยมใช้บูชาพระศิวะ ถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ บางตำนานกล่าวไว้ว่า ต้นมะตูมนั้นเกิดจากการบันดาลขององค์พระศิวะเอง แต่บางตำนานก็ว่าเกิดจากพระลักษมีเทวี
หลายๆ คนคงตั้งข้อสงสัยว่า ต้นไม้ดังกล่าวนั้น คือ ต้นอะไร? ขอเฉลยเลยว่า มันคือ ต้นมะตูม ต้นไม้ที่ชาวฮินดูนิยมใช้บูชาพระศิวะ ถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ บางตำนานกล่าวไว้ว่า ต้นมะตูมนั้นเกิดจากการบันดาลขององค์พระศิวะเอง แต่บางตำนานก็ว่าเกิดจากพระลักษมีเทวี

ต้นมะตูมนี้ พบได้ทั่วไปในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่ารวมถึงพบในประเทศไทยด้วย กล่าวกันว่า มะตูมมีสรรพคุณทางยามากมาย ทั้ง ใบ ราก และผล ต่างสามารถนำมาปรุงยาได้ทั้งสิ้น
ในอินเดียเองสามารถพบใบมะตูมและผลมะตูมได้ ตามร้านขายดอกไม้บูชา หรือตามโบสถ์ฮินดูต่างๆ ราคาไม่แพงนัก คือ ราวๆ กำละ 10 รูปี ซึ่งชาวฮินดูนิยมซื้อไปบูชาพระศิวะ แต่เราคนไทยซื้อมาจิ้มน้ำพริกกัน
มะตูม มีชื่อเรียกในภาษาฮินดีว่า sirphan ส่วนในภาษาอังกฤษนั้นจะเรียกว่า bael, wood apple หรือ stone apple เมื่อมะตูมได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้ของพระศิวะแล้ว จึงต้องมีความเป็นมาและมีสรรพคุณที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
ตามตำนาน ศิวะปุราณะ กล่าวไว้ว่า มะตูมนั้นเกิดมาจากกายของพระศิวะ ใครก็ตามที่ได้ทำพิธีล้างบาปด้วยต้นมะตูม หรือใบมะตูมนี้ เปรียบเสมือนได้เช่นเดียวกับการอาบน้ำด้วยแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทุกๆ สายรวมกันเลยทีเดียว อีกทั้งลักษณะของใบมะตูมก็คล้ายกับตรีศูลที่พระศิวะทรงถือในพระหัตถ์ขวา และกล่าวไว้อีกว่า มะตูม มีอำนาจในการชำระล้างจิตใจ และขับไล่ความชั่วร้ายต่างๆ อีกด้วย
ดังนิทานเรื่องที่ว่า มีพรานป่าที่มีจิตใจโหดเหี้ยม ได้ออกไปล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหารแก่ครอบครัวของตนเอง ในคืนวัน ศิวะราตรี ที่มีการเฉลิมฉลอง และ บูชาพระศิวะเทพ พรานป่าจึงมุ่งไปที่แม่น้ำและปีนขึ้นต้นไม้เพื่อซุ่มรอสัตว์ป่าลงมากินน้ำโดยไม่ทันสังเกตว่า ต้นไม้ที่ปีนขึ้นไปนั้น คือ ต้นมะตูม และบนต้นมะตูมนั้นมีหม้อใส่น้ำ แขวนอยู่ รวมถึงยังมีศิวะลึงค์อยู่ใต้ต้นไม้อีกด้วย
ครั้นมีกวางมากินน้ำ นายพรานจึงเงื้อธนูขึ้น พร้อมที่จะสังหารกวางตัวนั้น แต่ด้วยความเลินเล่อ ธนูไปกระทบหม้อน้ำที่แขวนอยู่ ทำให้เกิดเสียงดัง และทำให้ใบมะตูมตกลงสู่ศิวะลึงค์เบื้องล่าง จึงนับว่าเป็นการบูชาที่ไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อกวางป่าได้ยินเสียงดังกล่าว จึงอ้อนวอนต่อนายพรานว่า ขอให้ได้กลับไปดูแลลูกน้อยของตนก่อน แล้วจะกลับมาเป็นอาหารให้แก่นายพราน ด้วยการบูชาที่ไม่ได้ตั้งใจนั้น จึงทำให้จิตใจของพรานป่าลดความดุร้ายลง จึงยินยอมปล่อยให้กวางตัวนั้นกลับไปหาลูกๆ ของมัน
สักพักหนึ่งก็มีกวางตัวผู้ ซึ่งมาตามหาภรรยา มาพบเหตุการณ์เดียวกัน คือ พรานป่า ง้างธนู แต่ก็ไปโดนหม้อน้ำที่แขวนอยู่ และใบมะตูมก็ร่วงหล่นใส่ศิวะลึงค์อีกเช่นเคย สุดท้ายเมื่อกวางทั้งคู่กลับไปพบกันที่รังของมัน จึงตกลงใจพากันมาทั้งครอบครัวเพื่อตอบแทนนายพรานและรักษาสัจจะของตน
แต่ด้วยเหตุที่นายพรานได้บูชาศิวะลึงค์โดยใบมะตูมอย่างไม่ได้ตั้งใจนั้น จิตใจของนายพรานจึงถูกชำระล้างและขจัดความหยาบช้าไปด้วยอานิสงส์ของการบูชานั้น จึงยอมปล่อยกวางไปทั้งครอบครัว
จึงกล่าวได้ว่า มะตูม เป็นต้นไม้ที่มีแฝงไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ประเพณีของชาวเนปาล ที่นิยมให้หญิงสาวแต่งงานกับผลมะตูมเสียก่อนที่จะแต่งงานจริงๆ ตราบใดที่ผลมะตูมนั้นไม่แตกเสียหาย จะมีความเชื่อที่ว่าหญิงนั้นจะไม่มีทางเป็นม่าย หรือถ้าเกิดสามีที่เป็นคนจริงๆ เกิดเสียชีวิตขึ้นมาในภายหลัง จะไม่ถือว่าหญิงนั้นอยู่ในฐานะหญิงม่าย เพราะสามีที่แท้จริงคือผลมะตูม หรือพระศิวะนั่นเอง ประเพณีมีชื่อเรียกว่า Bel Baha
แม้แต่ในประเทศไทย ใบมะตูม ถือว่าเป็นของสูง ที่ใช้ในพิธีครอบครู รวมถึงพีธีหลวงต่างๆ เช่น พระมหากษัตริย์จะทรงทัดยอดมะตูมที่หูของพระยาแรกนาขวัญ หรือการทัดหูเพื่อแต่งตั้งทูต รวมถึงการทัดหูในพิธีพระราชทานน้ำสังข์ในงานแต่งงานด้วย
มีเรื่องเล่าของคนไทยโบราณ และยังนิยมทำกันอยู่คือ การนำผลมะตูมไปให้พระเสกด้วยบทคาถา ของพระองคุลีมาล และนำมาต้มให้หญิงท้องแก่กิน จะทำให้คลอดลูกได้ง่าย หรือการนำยอดมะตูม เก้ายอด นำเข็มมาทิ่มพร้อมทั้งว่าคาถา เก้าจบ แล้วจึงนำไปให้เด็กกินทุกเช้า เชื่อกันว่าจะทำให้เด็กมีสติปัญญาดี
ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือว่า กรณีที่มี ผีเข้า เจ้าทรงแล้วไม่ยอมออก ทำยังไงก็ไม่ไป ให้นำใบมะตูมไปทัดหู เขารับรองกันว่า “ร่วงทุกราย”