วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชีวิต กับ ๑๘ นิยามรัก

18 นิยามความรักและชีวิต


1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง

2. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความรู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว

3. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป

4. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง ประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนาน จนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูแห่งความสุขบานอื่น ที่เปิดไว้รอ

5. เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด

6. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป... แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งผลของสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา

7. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคน ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง

8. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ

9. อย่าบอกลา ถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณยังไม่สามารถ "ทำใจ"

10. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดและมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน

11. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียวสามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส

12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นอาจใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครอาจใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครอาจใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต

13. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข

14. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน

15. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่าเราต้องการเพียงภาพสะท้อนของตัวเราที่ปรากฎในตัวเขา

16. คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก

17. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่ถูกลืม คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดี ถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางจากความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ

18. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ...

ดินสอกับยางลบ

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง
มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอแท่งนั้นเป็นเพื่อนกับยางลบก้อนนั้น ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันทำอะไรด้วยกัน

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียนทุกที่ทุกเวลา

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา จนกระทั่ง

ดินสอเอ่ยกับยางลบว่า "เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว"

ยางลบจึงถามว่า "ทำไมล่ะ"

ดินสอจึงตอบกลับไปว่า "ก็เราเขียนนายลบแล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย"

ยางลบจึงเถียงว่า "เราทำตามหน้าที่ของเราเราไม่ผิด"

ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

ดินสอพอแยกทางกับยางลบมันก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมัน      แต่พอเวลาผ่านไปมันเริ่มเขียนผิด

ข้อความที่สวยๆที่มันเคยเขียนได้ก็สกปรก มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด มันคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอมันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป พอเวลาผ่านไปมันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า

เพราะไม่มีอะไรให้ลบ มันคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงเขียนแต่สิ่งทีดี ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ถ้าเปรียบการเขียนเป็นการจำ ดินสอในตอนแรกก็จำทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดี

แต่พอเวลาเปลี่ยนไปมันก็หัดเลือกจำแต่ สิ่งดีๆเท่านั้น

ส่วนการลบเปรียบเหมือนการลืม ยางลบในตอนแรกก็ลืมทุกอย่าง ทั้งดีและไม่ดี แต่ทุกครั้งที่ลืมตัวมันก็จะสกปรก

แต่ตอนหลังมันเลือกลืมแต่เรื่องไม่ดี หรือคือการให้อภัยนั่นเอง

ฉะนั้นการเปรียบการเดินทางของทั้งคู่ดุจมิตรภาพ คือ การจำแต่สิ่งดีๆและลืมในสิ่งที่อาจผิดพลาดบ้าง

ชีวิตตามแนวชีววิทยา

ชีวิต คือสถานะที่แยกสิ่งมีชีวิตหรืออินทรีย์ออกจากสิ่งไม่มีชีวิตหรืออนินทรีย์และสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว สิ่งมีชีวิตเติบโตผ่านกระบวนการสันดาป การสืบพันธุ์และ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อม สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดสามารถพบได้ในชีวมณฑลของโลก   ส่วนประกอบทั่วไปของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ - พืช สัตว์ เห็ดรา โพรทิสต์ อาร์เคีย และ แบคทีเรีย - คือ เซลล์ที่มีส่วนของน้ำและคาร์บอนเป็นหลัก และ เซลล์แหล่านี้ถูกเรียบเรียงอย่างซับซ้อนตามข้อมูลจากหน่วยพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการสันดาป เพิ่มความสามารถในการเจริญเติบโต       ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว และ มีการปรับตัวและวิวัฒนาการโดยการผ่านการคัดเลือกโดยธรรมชาติ     สิ่งที่มีคุณสมบัติเหล่านี้เท่านั้นที่ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิต

ชีวิต คือ หน่วยที่ต้องใช้พลังงาน มีคุณสมบัติทั้งกายภาพและชีวภาพดังต่อไปนี้

1.ลักษณะเฉพาะในการจัดการของระบบร่างกาย (specific oganization)

2.มีกระบวนการสันดาป (metabolism)

1.กระบวนการสลาย หรือ แคแทบอริซึม (catabolism)

2.กระบวนการสร้าง หรือ แอแนบอริซึม (anabolism)

3.มีการสืบพันธุ์ (reproduction)

4.มีการเจริญเติบโต (growth)

5.มีการเคลื่อนไหว (movement)

6.มีความรู้สึกตอบสนอง (irritability)

7.มีการปรับตัวและวิวัฒนาการ (adaptation and evolution)

8.มีภาวะธำรงดุล (homeostasis)

ชีวิตตามแนวราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒

ชีวิต
คือความเป็นอยู่ตรงข้ามกับความตาย

ชีวิต คือ สัมพันธภาพระหว่างทุกอย่างกับทุกอย่าง (ชีวิตแนวจิตวิทยา)

       ที่เรียกว่า "ชีวิต" นั้น เมื่อก่อนนี้เรามักจะเข้าใจว่า ชีวิต เป็นเรื่องของสเปิร์มกับโอวุลตามหลักชีวะ แต่ถ้าเราศึกษาแนวคิดตะวันออกอย่างลึกซึ้ง พระพุทธศาสนาบ้าง พราหมณ์บ้าง แม้แต่อิสลาม หรือคริสเตียน คำว่า "ชีวิต" นั้น กินเนื้อที่กว้างมากมาก คือ มันไม่ใช่เฉพาะตัวเรา เรามักเข้าใจว่า ชีวิต คือตัวเราล้วน ๆ แต่คำว่าชีวิตนั้นแปลว่า "สัมพันธภาพ" หมายถึงการดำรงอย่ร่วมกันของต้นไม้ใบหญ้า แม่น้ำลำธาร ภูเขาสรรพสัตว์ แล้วก็สิ่งที่เรียกว่า "คน" คนอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีทั้งหมดที่ว่านี้
       ทีนี้พอเราเข้าใจว่า ชีวิต เท่ากับแค่ตัวเรา โครงความคิดก็แคบ และคลาดเคลื่อนไปเสียแล้ว ชีวิตต้องหมายถึง สัมพันธภาพระหว่างทุกอย่างกับทุกอย่าง อันนี้เราได้มาจากความเข้าใจในเรื่องอิทัปัจจยาในพระพุทธพุทธศาสนา คำว่า "ชีวิต" ไม่ได้สิ้นสุดที่ตัวเรา แต่ "ชีวิต" หมายถึง ตัวเรา บวกกับทุกอย่าง ทั้งอดีตที่ไกลโพ้น คือบรรพบุรุษ และก็สิ่งที่อยู่ไกลโพ้น เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ซึ่งถ้าปราศจากดวงอาทิตย์ จะมีชีวิตได้อย่างไร ไม่มีความร้อนประมาณนั้น เราจะมีชีวิตได้อย่างไร ไม่มีหยดน้ำขนาดนั้น เมฆขนาดนั้น เราจะมีชีวิตได้อย่างไร ผมคิดว่า "ชีวิต" คือความลงตัว ของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมชาติ" มากกว่า
       ถ้าคำว่า "ชีวิต" ขยายกว้างขวางออกไปสุดลูกหูลูกตา นอกเหนือไปจากคำว่า "ตัวเรา" ที่นี้ละ เราจะต้องอยู่กับมัน อยู่อย่างเข้าใจว่า เรา คือ มัน มัน คือ เรา ดำรงอยู่ด้วยกันอย่างอาศัยกันและกัน จึงจะเป็นการอยู่กับชีวิตทั้งหมดอย่างสอดคล้องกลมกลืนและก็สมดุล แต่ที่ผ่านมานั้น เราเข้าใจว่า "ชีวิต" คือตัวเรา กว้างออกไปนิดหนึ่งคือครอบครัวเรา ประเทศเรา หรือสปีชีส์เรา เผ่าพันธุ์เรา มนุษย์เราก็เลยรู้สึกว่า "สิ่งสำคัญที่สุดในโลก คือ ตัวมนุษย์" ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแม่น้ำลำธารภูเขาเลย แล้วเราก็เลยใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้มาปรนเปรอ "ความเป็นมนุษย์" ของเรา
จาก "ไปสู่การศึกษาที่แท้"
ดร.โสรีช์ โพธิ์แก้ว
คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ดวง "ตา" เห็น "ทำ"

"เป็นคนเกเร แล้วช่วยคนเหลือคนอื่น
ดีกว่า
เป็นคนดีแล้วไม่ช่วยเหลือใคร"
ประโยคข้างต้นนี้ออกมาจากปากของ
 โจอี้ บอย นักร้อง นักแสดงชื่อดังของเมืองไทยที่มองเห็นความเป็นคนที่ชอบ(ลงมือ)ทำ
เพราะเห็นความชอบธรรม
ของสิ่งที่ตัวเองมองตัวของตนเองผ่านตาที่เขาเป็นเจ้าของ
โจอี้ไม่มองตัวเอง
ผ่านตาของคนรอบข้างที่มองเห็นอย่างที่พวกเขามองเห็น
แต่ไม่ใช่สิ่งที่ โจอี้ เป็น
อย่างนี้เราจะเรียก โจอี้ ว่าเขาได้ "ดวงตาเห็นทำ"
ก็คงจะไม่ผิด
แล้วคุณล่ะได้ "ดวงตาเห็นทำ" หรือยัง

มาก "หน้า" หลาย "ตา"

สมมติว่าเราไปร่วมงานเลี้ยงอะไรก็ได้สักงานหนึ่ง
ถ้างานนั้นมีคนร่วมงานเยอะ เจ้าภาพก็จะได้รับคำชมแบบมีหน้ามีตา พาให้หน้าชื่น ตาบาน จนออกนอกหน้าว่า "แหม งานนี้มีคนมากันมากหน้าหลายตาเสียจริง"
คำว่า "มากหน้า หลายตา" ที่กล่าวข้างต้นเป็นคำที่ฟังคุ้นหูกันมานานจนกลายเป็นความเคยชิน ขี้เกียจคิดต่อว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่บ้างหรือเปล่า
แต่ถ้าจะมองให้ลึกให้ซึ่งลงไป เราอาจจะเห็นอะไรต่อมิอะไรที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้าตาเหล่านั้นก็ได้ ลองมาถอดรหัส "ธรรมะ" ใน "หน้า" และ "ตา" ที่มากันมากมายในงานสังสรรงานนี้ว่ามีกี่หน้า กี่ตา บางคน(ขอเน้นว่าบางคน)ถึงแม้ว่าจะมาคนเดียว แต่พกมาสองหน้า
เป็นเมื่อก่อนคนประเภทนี้ เขาเรียกว่า "คนสองหน้า" คบไม่ได้ เพราะอะไร เพราะมันมีหน้าที่เหลือจากการย่อยสลายอยู่นะสิ
"หน้าที่เหลือจากการย่อยสลาย" งงละสิ ทำ "หน้า" เป็น ง.งู สี่ตัวเลย งง งง
อะ เฉลย ก็ได้ ก็ "หน้ากาก" ไง หน้าที่เหลือจากการย่อยสลาย ย่อยไม่หมดมันก็เป็นกาก
งั้นลองมาถอดหน้ากากกันหน่อยเป็นไรสองหน้าที่ว่าเนียะมีหน้าอะไรบ้าง
ก็ "หน้าตา" กับ "หน้าที่" ไงล่ะ
อืม "หน้า" ได้แล้ว อย่างนี้เขาเรียกว่า "ได้หน้า"
แล้ว "ตา" ละอย่าลืม มีตาอะไรบ้าง
เรื่อง "ตา" ไว้โอกาส "หน้า"
จะมาเฉลยน่ะ วันนี้ หมด "หน้าที่" แล้ว "ตาหน้า" ว่ากันใหม่

น่าคิด (น่ะ)

1. จงให้มากกว่าที่ผู้รับต้องการ และทำอย่างหน้าชื่นตาบาน

2. จงพูดกับคนที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่าแต่เขาก็มีความสำคัญเท่ากัน

3 จงอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ใช้ทั้งหมดที่มี และนอนเท่าที่อยากจะนอน

4 เมื่อกล่าวคำว่า "ฉันรักเธอ" จงหมายความตามนั้นจริง ๆ

5. เมื่อกล่าวคำว่า "ขอโทษ" จงสบตาเขาด้วย

6. ก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน จงหมั้นเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน

7. จงเชื่อในรักแรกพบ

8. อย่าหัวเราะเยาะความฝันของผู้อื่น คนที่ไม่มีฝันก็เหมือนไม่มีอะไร

9. เมื่อรักจงรักให้ลึกซึ้ง และ ร้อนแรง อาจจะต้องเจ็บปวดแต่นั่นคือหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตถูกเติมเต็ม

10. ในเหตุการณ์ขัดแย้ง โต้อย่างยุติธรรม ไม่มีการตะโกนใส่กัน

11. อย่าตัดสินคนคนเพียงเพราะญาติๆ ของเขา

12. จงพูดให้ช้าแต่ต้องคิดให้เร็ว

13. ถ้าถูกถามด้วยคำถามที่ไม่อยากตอบ จงยิ้มแล้วถามกลับว่าจะรู้ไปทำไม

14. จงจำไว้ว่า สองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือความรัก และ ความสำเร็จล้วนต้องมีการเสี่ยง

15. พูดว่า ขอพระคุ้มครอง เมื่อได้ยินใครจาม

16. เมื่อพ่ายแพ้ จงอย่าสูญเสียบทเรียนไปด้วย

17. จงจำ 3 R(Respect) :- นับถือผู้อื่น นับถือตนเอง รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ

18. จงอย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่

19. ทันทีที่รู้ตัวว่าทำผิด ลงมือแก้ไขทันที

20. จงยิ้มเวลารับโทรศัพท์ ผู้ฟังจะเห็นได้จากน้ำเสียงของเรา

21. จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง

รัก ต้องยอมเปลี่ยนแปลง

"It is not the strongest of the Species that survive nor the most intelligent
the one most responsive to change."
ผู้ที่จะอยู่รอด ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุด หรือ ฉลาดที่สุด
แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวให้เข้ากับ
ความเปลี่ยนแปลง
ได้ต่างหาก"
Charles Darwin

บ้านของพระพุทธเจ้า

"ครอบครัวที่มีจิตใจ
จะได้ใกล้ชิดซึ่งกันและกัน หากจิตใจเหล่านั้นรักกัน
บ้าน
จะสวยงามราวกับดอกไม้
แต่ถ้าจิตใจของคนในบ้านแปลกแยก
มันก็เหมือนกับพายุที่จะทำลายสวนดอกไม้"
The Buddha
จาก
criminal minds อ่านเกมอาชญากร
season 6 episode 1

ปฏิบัติธรรม หรือ ทำเป็นปฏิบัติ

ปฎิบัติธรรม หรือ ทำเป็นปฏิบัติ

ตัวหนังสือที่นำมาเรียงต่อให้อยู่ใกล้กันจนสามารถสื่อความหมายได้นี้ แม้ว่าจะอยู่ใกล้ชิดติดกัน

แต่ความหมาย "ห่าง" กันโดยสิ้นเชิง

ปฏิบัติธรรม พวกหนึ่ง
ทำเป็นปฏิบัติก็อีกพวกหนึ่ง

ใกล้กันก็จริง แต่มันห่างไกลกันเหลือเกิน
ปฏิบัติธรรม คือ ทำกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ

แต่ทำเป็นปฏิบัติ กลับตรงข้ามกันราวฟ้ากันเหว

ว่าง ๆ "ธรรม" อะไรดี

เวลาที่ไม่มีอะไรจะให้ทำ หรือ เวลาที่อยู่ว่าง ๆ ประมาณว่าว่างมาก ว่างมากกว่า หรือว่าว่างมากที่สุด จนไม่รู้ว่าจะทำอะไร น่าจะลองหาอะไรทำสักหน่อย เพื่อจะให้ชีวิตมันไม่ว่างมากจนเกินไป ลองหาอะไรเติมช่องว่างระหว่างความว่างแห่งชีวิตกันหน่อยคงจะดี

แต่ว่าว่าง ๆ แบบนี้ "ธรรม" อะไรดีล่ะ นั่นน่ะสิ "ธรรม" อะไรดี
แน่นอนว่าถ้าหากอ่านถึงบรรทัดนี้ความว่างเริ่มจะถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิด หรือว่าเกิดขึ้นแล้วล่ะ (แต่ยังไม่รู้ตัว ก็มันว่างนี่น่าจะรู้ได้อย่างไรกัน)

อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ช่องว่างระหว่างดวงตา กับสมองเริ่มถูกเติมเต็มด้วยตัวหนังสือที่กำลังปะทะสังสรรค์กันอยู่ในขณะนี้

ลองคิดดูนะ ว่าง ๆ แบบนี้ "ธรรม" อะไรดี

ตา อิน(ไซด์) กะ ตา นา(โน)



นัยน์ตา หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ
ปรากฏการณ์ภายนอกที่เรามองเห็นด้วยตานั้น
เราเห็นกันจริงหรือเปล่า
หรือว่า
เรามองแต่เราไม่เห็น
ที่แท้
ตาทำหน้าที่ "มอง" หรือว่า "เห็น" กันแน่น่ะ
หรือว่า
ตา ก็สักแต่ว่า มอง
ถ้าตามัวแต่มอง งั้นตาก็ไม่เห็นสิ
แล้วอะไรเห็นล่ะ
อะไรเป็นตัวตัดสินปรากฏการณ์ภายนอก
ว่ามันอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ตามที่เห็น
ใครตอบได้ช่วยตอบหน่อยสิ
ถึงแม้ฉันมีตาอยู่
แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าฉันมองไม่เห็น
หรือว่าฉันตาบอด
ไม่ใช่นี่ ตาฉันยังดีอยู่ ทั้งสองดวงด้วย
ช่วยเป็นดวงตาให้ฉันหน่อย
ฉันมอง
แต่ฉันไม่เห็น
จะเห็นหรือไม่เห็นเธอก็อย่า "ปรุงแต่ง"
เสียง
ดังมาจากที่บางแห่ง
ถ้าเธอไม่ปรุงแต่ง แล้วสิ่งที่เธอเห็นทั้งหมด
มันจะปรากฏ
ตามความเป็นจริง อย่างที่มันเป็น
หากปรุงแต่ง
เธอมองอย่างไร มองแค่ไหน
เธอจะมีไม่วันเห็นอะไรเห็นหรอก

เลือด

โลหิตหรือเลือด (Blood) เป็นของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นเลือดทั่วร่างกาย โดยอาศัยการสูบฉีดของหัวใจ อวัยวะสำคัญที่ร่างกายมนุษย์ใช้ในการสร้างเม็ดโลหิต คือไขกระดูก ในร่างกายของคนเรามีโลหิตมากน้อย ตามน้ำหนักของแต่ละคน คิดโดยประมาณ 80 ซีซี ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าท่านมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ท่านจะมีโลหิตประมาณ 4,000 ซีซี

เลือดเป็นของเหลวซึ่งไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย มนุษย์ผู้ใหญ่ปกติจะมีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างกายประมาณ 5–6 ลิตร หน้าที่สำคัญของเลือด คือขนส่งก๊าซออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย และขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์เนื้อเยื่อมายังปอด เพื่อขับถ่ายออกจากร่างกายต่อไป นอกจากนี้เลือดยังทำหน้าที่ขนส่งสารต่างๆ เช่น กรดอะมิโน ฮอร์โมน วิตามินไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย และนำของเสียต่างๆ จากเซลล์ไปขับออกจากร่างกาย เช่น นำยูเรียไปขับออกที่ไต เป็นต้น เลือดประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า พลาสมา (plasma) ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 55 ของปริมาณเลือดทั้งหมด และส่วนที่เป็นของแข็งซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือด (cellular components) ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 45 ของปริมาณเลือดทั้งหมด

สำหรับเม็ดโลหิตมี 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่หลักในการนำออกซิเจน และอาหารที่ย่อยแล้วส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และรับของเสีย รวมทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากเซลล์ เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ป้องกันร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม มีส่วนสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เกล็ดเลือด มีความจำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด เวลาที่ท่านมีบาดแผลส่วนพลาสมา คือส่วนที่เป็นของเหลวสีเหลืองทำให้เม็ดเลือดลอยตัวอยู่ได้
เม็ดเลือดแดง (Red blood cells)

1. เม็ดเลือดแดง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-8 ไมโครเมตร รูปร่างเหมือนจานแต่บุ๋มตรงกลางทั้งสองข้าง

2. เม็ดเลือดแดงมีอยู่ทั้งหมดประมาณร้อยละ 40-50 ของปริมาตรเลือดทั้งหมดของร่างกาย หรือปริมาณ 4-5 ล้านเซลล์ ต่อเลือดหนึ่งมิลลิลิตร

3. เม็ดเลือดแดงมีอายุในกระแสโลหิตได้นานประมาณ 120 วัน โดยทั่วไปในวันหนึ่งๆ มีการสร้างเม็ดเลือดออกมาใหม่ประมารร้อยละ 9 ของจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกาย

4. โครงสร้างของเม็ดเลือดแดงประกอบด้วยสารไลโปโปรตีน (โปรตีนและไขมัน) และมีสารโปรตีนที่จับกับเหล็กที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการจับนำเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทางเส้นเลือดแดง และนำคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ กลับไปยังปอดเพื่อถ่ายทอดออกทิ้งไปทางเส้นเลือดดำ

5. ในคนปกติ ผู้ชาย จะมีฮีโมโกลบินประมาณ 14-18 กรัมในเลือด 100 มิลลิลิตร ผู้หญิงจะมีฮีโมโกลบินประมาร 12-14 กรัมในเลือด 100 มิลลิลิตร

6. หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของฮีโมโกลบิน คือ รักษาดุลความเป็นกรดด่างของเลือดให้อยู่ในเกณฑ์พอดี
เม็ดเลือดขาว (White blood cells)

1. เม็ดเลือดขาว มีอยู่ประมาณ 5,000-10,000 เซลล์ในเลือดหนึ่งมิลลิลิตร

2. ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาว 5 ชนิดต่างๆ กัน โดยอาศัยคุณลักษณะในการติดสีที่ใช้ย้อม และลักษณะของนิวเคลียสเมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

3. นิวโตรฟิล มีหน้าที่กำจัดบัคเตรี หรือสิ่งแปลกปลอมที่เป็นเม็ดเล็กๆ เมื่อมีเชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกายจะถูกนิวโตรฟิลจับเข้าไปในไซโตพลาสซึม ซึ่งมีแกรนนูลของนิวโตรฟิล คือไลโซโซมส์อยู่ ไลโซโซมส์เป็นถุง ซึ่งภายในบรรจุน้ำย่อยจำพวกเหล่านี้ออกมาย่อยเชื้อจุลินทรีย์ และสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็กๆ เหล่านี้

4. ลิมโฟไซท์ที่กำเนิดมาจากต่อมไธมัส ซึ่งเป็นแหล่งกลางของปฏิกิริยาทางอิมมูน เป็นตัวส่งลิมโฟไซท์ออกไปให้กำเนิดแก่ลิมโฟไซท์ในอวัยวะน้ำเหลืองอื่นๆ ลิมโฟไซท์ชนิดนี้มีความจำ และจะทำลายสิ่งที่ไม่เหมือนตัวเอง

5. ลิมโฟไซท์ที่กำเนิดมาจากต่อมน้ำเหลืองของระบบทางเดินอาหาร ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี และควบคุมภาวะไวเกินจากภูมิคุ้มกันส่วนเซลล์

6. โมโนไซท์ มีหน้าที่ป้องร่างกายเช่นเดียวกับนิวโตรฟิล สามารถกินเชื้อจุลินทรีย์ เช่น บัคเตรี เชื้อรา ยีสต์ หรือแม้แต่เม็ดเลือดแดง โดยที่โมโนไซท์สามารถกินของใหญ่ๆ ได้ บางทีจึงเรียกกันว่า แมคโครเฟจ เทียบกับนิวโตรฟิล ซึ่งเรียกว่า ไมโครเฟจ โมโนไซท์มีชีวิตในกระแสโลหิตที่หมุนเวียนเพียงระยะสั้นเท่านั้น ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่เนื้อเยื่อ แล้วเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็น ฮิสติโอไซท์

7. เบโซฟิลหรือมาสท์เซลล์ ปัจจุบันเชื่อว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งในปฏิกิริยาภูมิแพ้ จากปฏิกิริยาของแอนติเจนกับแอนติบอดี โดยไปทำให้เม็ดแกรนนูลของเบโซฟิลสลายตัวปล่อยสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีอาการแพ้ออกมาอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกัน ไปตามลักษณะอวัยวะที่เกิด เช่น ถ้าเป็นที่ผิวหนัง ทำให้มีอาการคัน ถ้าเป็นที่หลอดลม ทำให้หลอดลมตีบ ทำให้มีอาการเป็นหืด หรือถ้าหากมีสารฮิสามีนจำนวนมากเข้าไปในกระแสโลหิต อาจทำให้เกิดอาการช็อคได้ เช่น ในกรณีของการแพ้เพนิซีลลิน เป็นต้น

8. อีโอซิโนฟิล เชื่อว่ามีหน้าที่เกี่ยวกับการขจัดฤทธิ์ของฮิสตามีน และเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อปาราสิต
 
เกล็ดเลือด (Platelet)

1. เกล็ดเลือด มีกำเนิดมาจากไซโตพสาสซึมของเมกาคาริโอไซท์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ในไขกระดูกคือมีขนาดประมาณ 35-160 ไมโครเมตร

2. ภายในไซโตพลาสซึมมีเม็ดแกรนนูล นอกจากนั้นแล้ว ไซโตพลาสม์ยังมีขาเทียมเล็กๆ ยื่นออกมาเป็นจำนวนมาก และต่อมาจะหลุดออกมาเป็นเกล็ดเลือด

3. เกล็ดเลือดมีจำนวนประมาณ 150,000 - 450,000 เซลล์ ในจำนวนเลือดหนึ่งมิลลิลิตร

4. เกล็ดเลือดมีชีวิตอยู่ในกระแสโลหิตได้นานประมาณ 8-11 วัน

5. เกล็ดเลือดมีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการห้ามเลือดโดยตรง

ไส้เลื่อน

       ทุกคนคงรู้ว่าในท้องของเรามีลำไส้ และคงเคยได้ยินเจ้าโรคไส้เลื่อนกันมาบ้าง เคยสงสัยไหมครับว่าไส้เลื่อนนั้นมาจากอะไร อยู่ในพุงดีๆทำไมถึงเลื่อน เลื่อนแล้วเป็นอย่างไร เลื่อนแล้วไปไหน วันนี้จะมาคุยกันสั้นๆครับ
       ในท้องของเรามีลำไส้อยู่สองส่วน ส่วนแรกคือลำไส้เล็ก เป็นลำไส้ส่วนที่ต่อกับกระเพาะอาหาร ขดอยู่ตรงกลางท้อง ทำหน้าที่ย่อยอาหารต่อจากกระเพาะ อีกส่วนคือลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนที่อยู่รอบๆลำไส้เล็ก ทำหน้าที่เก็บอุจจาระและปล่อยออกไป ลำไส้พวกนี้จะมีเนื้อเยื่อบางๆเหมือนกระดาษ ที่ขึงลำไส้ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ที่ทางหน้าท้องจะมีเนื้อเยื่อบุผนังและกล้ามเนื้อบังลำไส้ไว้อีกที จากองค์ประกอบดังกล่าวจึงทำให้ลำไส้มีที่อยู่ประจำของมันอยู่ในช่องท้อง หากวันใดที่ลำไส้มีเหตุให้มันเปลี่ยนไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ เราก็จะเรียกมันว่า "ไส้เลื่อน"

ทำไมถึงเลื่อน

       ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดไส้เลื่อนก็คือ     ''''''''ผนังหน้าท้อง''''''''     ขาดความแข็งแรง โดยสาเหตุต่างๆกันไป

       1)ผิดปกติตั้งแต่เกิด บางคนมีช่องทางระหว่างช่องท้องกับลูกอัณฑะ(ซึ่งคนปกติจะปิดสนิท) บางคนขาดกล้ามเนื้อหน้าท้องบางตัว หรือมีความอ่อนแอของผนังหน้าท้องตั้งแต่เกิด ทั้งนี้แม้แต่จะเป็นแต่เกิด แต่อาจจะมาก่อเรื่องเมื่ออายุมากแล้วก็ได้

       2)การเสื่อมลงตามอายุ พบในผู้สูงอายุ ซึ่งกล้ามเนื้อผนังหน้าท้องอ่อนกำลังลง

       3)อุบัติเหตุที่หน้าท้อง ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอลงหรือเกิดความเสียหายต่อผนังหน้าท้อง

       4)แรงดันในช่องท้องสูง การยกของหนัก ไอบ่อย มีการเบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นประจำ จะทำให้แรงดันในท้องเพิ่มขึ้นและค่อยๆทำให้เกิดความอ่อนแอของผนังหน้าท้องมากขึ้นอย่างช้าๆ

     5)หลังการผ่าตัดช่องท้อง เนื้อเยื่อที่ถูกผ่าจะขาดความยืดหยุ่นและเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของหน้าท้อง หากช่วงพักฟื้นเกิดเหตุแทรกซ้อนกับแผล ก็จะทำให้เกิดไส้เลื่อนที่แผลผ่าตัดได้มากขึ้น

       ปัจจัยเหล่านี้ถ้ามีเพียงข้อเดียวมักไม่เกิดอะไรขึ้น แต่หากเป็นพร้อมกันหลายๆข้อ ก็จะยิ่งเสี่ยงที่จะเกิดไส้เลื่อนได้มากขึ้น

ชนิดของไส้เลื่อน

ถ้าแบ่งตามตำแหน่งที่ตรวจพบ จะแบ่งได้เป็น

       1) ไส้เลื่อนลงอัณฑะ

       2) ไส้เลื่อนผนังหน้าท้องส่วนล่าง

        3) ไส้เลื่อนโคนขา

       4) ไส้เลื่อนแผลผ่าตัด

       5) ฯลฯ ไส้เลื่อนยังมีอีกหลายชนิด แต่เจอได้น้อยกว่ามาก

        การแบ่งแบบนี้ ได้ประโยชน์ในแง่ของการอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ง่ายด้วยตา บางครั้งอาจจะบอกได้ถึงที่มาที่ไปของโรค และนำไปใช้ในการเลือกวิธีการในการผ่าตัด

       ประโยชน์อีกแง่หนึ่งก็คือบอกให้รู้ได้ว่า ไส้เลื่อนไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะกับผู้ชาย และไม่จำเป็นต้องลงไข่

ไส้เลื่อนเกิดในผู้หญิงได้ด้วยเหรอ

       ถ้าดูตามกายวิภาค ทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ในส่วนของอวัยวะสืบพันธุ์ในช่องท้อง ก็มีการเจริญที่ใกล้เคียงกัน อวัยวะที่ภายนอกดูต่างกันต่างก็มีการเจริญทางกายวิภาคที่คล้ายกัน ผนังหน้าท้องของทั้งชายและหญิงก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกันมาก ดังนั้นการเกิดไส้เลื่อนทุกชนิดจึงเกิดได้ในทั้งชายและหญิง

ไส้เลื่อนเกิดจากไม่ได้ใส่กางเกงในหรือไม่

       เป็นความเชื่อที่ผิดๆที่ว่า ไส้เลื่อนเกิดจากการไม่ใส่กางเกงในและกระโดดโลดเต้น คิดว่าความเชื่อนี้มาจากคนที่เป็นไส้เลื่อนจะสังเกตเห็นไส้เลื่อนได้ชัดเจนขึ้นถ้าไม่ได้ใส่กางเกงในหรือยืนเดิน สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่สังเกตได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุ

       ในทางกลับกัน การใส่กางเกงในรัดๆโดยเฉพาะในผู้ชาย สามารถก่อให้เกิดโรคอื่นๆตามมาได้เช่นสังฆัง และการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ

ไข่บวม แต่หมอบอกว่าไม่ใช่ไส้เลื่อน

       เท่าที่พบ คนที่มารพ.ด้วยเรื่องกลัวเป็นไส้เลื่อน จะมีอาการหนึ่งก็คือลูกอัณฑะบวม ซึ่งอาการนี้จริงอยู่ที่ว่ามีไส้เลื่อนบางชนิดที่ทำให้ลูกอัณฑะบวมได้ แต่ที่จริงแล้วยังมีอีกหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการบวมที่ลูกอัณฑะได้ เช่น ท่อน้ำเชื้ออักเสบ ลูกอัณฑะอักเสบ ลูกอัณฑะบิดตัว หรือมีน้ำในลูกอัณฑะ ทั้งนี้อาการเหล่านี้สามารถตรวจแยกจากไส้เลื่อนได้

ไข่ดันล่ะ

       ไข่ดันเป็นภาษาทั่วไปที่เรียกอาการมีก้อนที่บริเวณขาหนีบและหุบขาได้ไม่ถนัดไม่จำเพาะว่าต้องเป็นไส้เลื่อน บางคนเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต บางคนเป็นไส้เลื่อนจริง บางคนมีอัณฑะบวมโดยไม่ใช้ไส้เลื่อน ดังนั้นถ้าให้คนที่ไม่ใช่แพทย์พยาบาลตรวจแล้วระบุแค่ว่าเป็นไข่ดัน ก็ไม่ได้บอกอะไรครับ

อาการ

อาการในสายตาของแพทย์มีสองกลุ่มคือแบบหนักกับแบบเบา

       แบบเบาๆก็คือ พบก้อนเคลื่อนเข้าออก หรือพบก้อนที่ค้างตุงไม่เลื่อนไปมา อาจจะไม่ปวดเลยหรือปวดมากก็ได้

       แบบหนักๆ ก็อาการเหมือนกลุ่มเบาๆ แต่ว่ามีอาการของลำไส้อุดตันหรือพบการอักเสบของลำไส้และช่องท้อง โดยมากมักพบในกลุ่มที่ก้อนเลื่อนมาแล้วไม่กลับเข้าที่และมีอาการปวด

    ทั้งสองกลุ่มนี้ตัดกันด้วยเรื่องอาการลำไส้อุดตันหรือการอักเสบในช่องท้องครับ การที่แบ่งเป็นสองกลุ่มนี้ก็เพื่อเลือกว่าจะต้องผ่าตัดในทันทีเลยหรือไม่หรือยังรอได้

       ส่วนขนาดหรือลักษณะไม่ได้เป็นตัวตัดสิน เนื่องจากพบว่าส่วนใหญ่แล้วในก้อนไส้เลื่อนที่เห็นตุงๆ ไม่ใช่ไส้ แต่เป็นพังผืดโอเมนตัม Omentum เลื่อนลงมาปิด ซึ่งไส้เลื่อนที่เกิดจากพวกนี้มักไม่ก่ออันตราย ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดในทันที

การรักษา

       1) ผ่าตัด ความจริงผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อน ถ้าเป็นไปได้ควรจะผ่าตัด โดยเฉพาะในรายที่ไส้มีการเลื่อนเข้าเลื่อนออก(เพราะพวกนี้ถ้าวันไหนเลื่อนเข้าแล้วไม่ออก มักเกิดเรื่อง) เมื่อผ่าไปแล้ว แพทย์ก็จะทำการตัดและเย็บปิดช่องทางที่ผิดปกติและใช้เทคนิกการผ่าตัดเพื่อเสริมความแข็งแรงให้บริเวณนั้น หรืออาจจะใส่วัตถุสังเคราะห์รูปตาข่ายไปพยุงส่วนนั้นให้แข็งแรง

       2) ดันไส้เลื่อนกลับ ในบางรายที่มารพ.ด้วยก้อนมีขนาดโตขึ้นและเจ็บปวด ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ยาลดปวดและจัดท่าเพื่อดันไส้เลื่อนให้กลับเข้าไป

       3) รอต่อไป ในผู้ป่วยบางรายมีโรคประจำตัวหรือสภาวะร่างกายที่ไม่เหมาะสมต่อการผ่าตัดหรือเสี่ยงเกิดที่จะผ่าตัดไหว ก็จะไม่ได้รับการผ่าตัด แต่ก็จะมีการแนะนำวิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดการเป็นหรือลดการเกิดอาการ

ผ่าตัดเลยไม่ได้หรือ

       ในทางทฤษฎี ไส้เลื่อนเป็นโรคที่ถ้าไม่มีอะไรติดขัด ถ้าประเมินพบความเสี่ยงในการเกิดไส้เลื่อนติด (Incarcerated hernia & Strangulated hernia) ก็สมควรนัดทำการผ่าตัด

       แต่ในสภาพปัจจุบัน ศัลยแพทย์มีจำนวนไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนการผ่าตัด การผ่าตัดที่ต้องการความชำนวญและความเร่งด่วนมีมากขึ้น โรคไส้เลื่อนชนิดที่ยังไม่รุนแรงอาการยังไม่มาก จึงมักถูกให้รอไปก่อนและนัดมาผ่า , บางครั้งในกรณีที่นัดมาแล้ว เจอเคสผู้ป่วยที่หนักถึงชีวิตเข้ามา ก็มักจะต้องเลื่อนการผ่าไส้เลื่อนออกไป ดังนั้นการผ่าหรือไม่ผ่า บางครั้งนอกจากตั้งบนสภาพของโรคแล้ว ยังตั้งอยู่บนปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่างครับ

       (ในระยะหลังศัลยแพทย์ต้องทำงานหนักขึ้น เนื่องจากปัญหาฟ้องร้องทำให้หลายรพ.ไม่สามารถทำการผ่าตัดที่เคยผ่าได้ด้วยแพทย์ทั่วไป และต้องส่งผู้ป่วยไปให้ศัลยแพทย์ดูแลโดยไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น)

แบบไหนที่ดูไม่น่าผ่าแต่ควรผ่า

       ไส้เลื่อนที่พบในเด็ก เป็นภาวะหนึ่งที่ควรผ่า เนื่องจากว่าถ้าปล่อยไว้มีโอกาสเกิดไส้เลื่อนติดได้สูงกว่าในผู้ใหญ่ เมื่อพาเด็กไปตรวจและพบเป็นไส้เลื่อนแล้วก็สมควรมาผ่าตามแพทย์นัดครับ เนื่องจากถ้าปล่อยเอาไว้จนกลายเป็นแบบติดแล้วค่อยมาผ่าแบบฉุกเฉิน จะมีความเสี่ยงได้มากกว่า

กางเกงในพิเศษช่วยได้ไหม

       สมัยก่อนช่วงที่ให้รอผ่าตัดไส้เลื่อน อาจจะมีผู้ป่วยบางคนได้รับกางเกงในแบบพิเศษหรืออุปกรณ์ดันไข่(เป็นกางเกงแบบซูโม่และมีก้านติดแผ่นโลหะแบนมากดดันที่จุดที่มีไส้เลื่อน

       ปัจจุบันการใช้เครื่องมือแบบนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้กันแล้ว เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บที่จุดดังกล่าวและสามารถบดบังอาการที่รุนแรงได้ แต่อาจมีใช้บ้างในระหว่างรอการผ่าตัด

แล้วจะทำอย่างไรขณะรอผ่าตัด

       การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำในช่วงที่รอผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่เราพอจะป้องกันได้ทั้งในรายที่เป็นแล้วและในรายที่ยังไม่เป็นก็คือ การลดความดันในช่องท้องจากการกระทำต่างๆคือ

       1) อย่าไอ - ในที่นี้คือไม่ไปรับสิ่งที่เสี่ยงต่อการไอ เช่นหยุดการสูบบุหรี่ รักษาสุขภาพอย่าให้เป็นหวัด ถ้าไอควรจิบน้ำอุ่นบ่อยๆหรือใช้ยาแก้ไอตามสมควร

       2) อย่ายกของหนัก - การยกของหนักจะทำให้เกิดการเบ่ง และเกิดไส้เลื่อนซ้ำได้

       3) อย่าเบ่งอุจจาระ - ก็คือควรกินอาหารที่มีกากใยเพื่อช่วยในการระบาย เพราะหากท้องผูกจนต้องเบ่งอุจจาระ ก็สามารถเกิดไส้เลื่อนซ้ำได้

       4) อย่าเบ่งปัสสาวะ - ในรายที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นต่อมลูกหมากโตหรืออายุมาก อาจจะต้องเบ่งปัสสาวะบ่อย ทางแก้คือไปพบแพทย์ในเรื่องดังกล่าวเพื่อตรวจและรับการรักษาเพื่อให้ถ่ายปัสสาวะคล่องขึ้น

น้ำ

       น้ำ ๆ ๆ ทุกคน ต้องมีการบริโภคการ และดื่มเพื่อให้น้ำไปหล่อเลี้ยงร่างกาย น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องดื่มน้ำเพราะความจำเป็น ต่อร่างกายมนุษย์อย่างคนเรา
       น้ำจึงถูกจัดเป็นปัจจัยที่สำคัญของมนุษย์ ทั้งการบริโภค อุปโภค และการเกษตรเพาะปลูก แต่ส่วนประโยชน์ที่รับจากการดื่มน้ำนั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโตของร่างกาย หรือความสวยงามก็มีส่วนเข้ามาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน อย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้
       ไตจึงต้องใช้น้ำเพื่อให้ไตทำงาน : ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเราทานน้ำไม่เพียงพอ เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนักขึ้น หน้าที่หลักของตับก็คือ ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายให้เกิดเป็นพลังงาน แต่ตับต้องมาทำหน้าที่ของไต ทำให้มันไม่สามารถทำหน้าที่หลักได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้เอง จำทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และยิ่งเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกายมากขึ้น และทำให้การดูแลรูปลักษณ์หยุดชะงักลง
       กักน้ำด้วยน้ำ : การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นการรักษาของเหลวไว้ได้ดีที่สุด เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อย มันจะรับรู้ว่าจะต้องรักษาความอยู่รอดไว้โดยจะต้องรักษาน้ำไว้ทุกหยด ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้ในที่ว่างพิเศษในโพรงเล็กๆ (ภายนอกเซลล์) ซึ่งจะเห็นได้จากอาหารบวมที่เท้า มือ และขา การขับปัสสาวะจะช่วยให้ดีขึ้นชั่วคราว และจะบังคับให้ร่างกายเกิดความรู้สึกว่าจะต้องมีน้ำเข้ามากักเก็บไว้พร้อมกับความต้องการสารอาหารที่สำคัญบางชนิด เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ อาการที่เกิดขึ้นก็จะหายเป็นปกติ วิธีที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดน้ำในร่างกาย
       ดังนั้นคนเราต้องมีการดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อที่ร่างกายจะมีน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน หากคุณมีปัญหาร่างกายขาดน้ำอาจมาจากสาเหตุที่ร่างกายได้รับปริมาณเกลือมากเกินไป ร่างกายของเราจะสามารถรับปริมาณโซเดียมได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่การกำจัดปริมาณเกลือที่ทานเข้าไปเกินความต้องการนั้นสามารถทำได้ง่าย เพียงแต่ดื่มน้ำให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำจะช่วยให้ไตขับโซเดียมออกมา คนที่มีน้ำหนักมากร่างกายต้องการน้ำมากกว่าคนผอม คนตัวใหญ่จะมีการเผาผลาญที่มากกว่า น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก เพราะน้ำเป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน
       นอกจากนี้ น้ำยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเรามีความชุ่มชื้น และยังทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นหลังจากการดูแลรูปลักษณ์ เซลล์ขนาดเล็กสามารถลอยตัวอยู่ได้ด้วยน้ำทำให้ผิวหนังดูเปล่งปลั่งและสดใส ชุ่มชื้น และน้ำยังช่วยกำจัดของเสีย ระหว่างการดูแลรูปลักษณ์ร่างกายจะมีของเสีย โดยเฉพาะไขมันที่จะต้องกำจัดออก ซึ่งถ้าหากร่างกายมีน้ำเพียงพอก็สามารถกำจัดของเสียเหล่านี้ออกมาได้มาก
       นอกจากนี้น้ำช่วยบรรเทาอาการท้องผูก : น้ำสามารถช่วยไม่ให้ท้องผูก หากร่างกายได้รับน้ำน้อย ทำให้ขับถ่ายลำบาก ซึ่งทำให้เกิดท้องผูก แต่สามารถช่วยให้หายได้ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ
       ได้มีการค้นพบว่าน้ำมีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ร่างกายไม่สามารถทำหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์หากได้รับน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเผาผลาญไขมันที่สะสม หากร่างกายเก็บน้ำไว้มากจะดูได้จากการที่มีน้ำหนักเกิน แต่แก้ไขได้โดยการดื่มน้ำเพิ่มขึ้น โดยการดื่มน้ำ มากขึ้นจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอ? โดยเฉพาะควรดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักเกินควรดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก และจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหากคนๆ นั้น ชอบออกกำลังกาย หรืออยู่ในที่ๆมีอาการร้อน หรือแห้ง น้ำเย็นจะถูกดูดซึมในร่างกายได้เร็วกว่าน้ำอุ่น บางหลักฐานแนะนำว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเผาผลาญแคลลอรี่ ในการที่จะใช้ประโยชน์จากการดื่มน้ำเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดควรปฏิบัติ ดังนี้
       เช้า ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง บ่าย ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง เย็น ดื่มน้ำหนึ่งควอต ระหว่างเวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม
       เมื่อร่างกายได้รับน้ำ มันจะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ร่างกายจำเป็นต้องรักษาระดับของของเหลวให้สมดุลย์ไว้ ซึ่งเรียกว่า "breakthrough Point ซึ่งหมายถึง ต่อมเอ็นโดซีนจะสามารถทำงานได้ดีขึ้น เมื่อการรักษาระดับของเหลวในร่างกายเบาบางลงเนื้องจากสูญเสียน้ำ ไขมันจำนวนมากจะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากตับมีอิสระในการทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่สะสม พร้อมกับการรักษาความสมดุลย์ในการรักษาระดับของเหลวในร่างกาย ซึ่งจะทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เพื่อกลับคืนสู่สภาพปกติคุณจะต้องดื่มน้ำจำนวนมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทิวา กับ ราตรี : รักนะ 24 ชั่วโมง เวอร์ชั่น 3.1.1

โปรแกรมหน้า

ชีวิต/คน/ธรรม/งาน ผสานอย่างไร ให้เป็น "สุข"

กำเนิดแห่งชีวิต
       การเริ่มต้นชีวิต ชีวิตในทัศนะพระพุทธศาสนาเกิดโดยอาศัยกระบวนการทางปฏิจจสมุปบาท คืออาศัยเหตุปัจจัยเชื่อมโยงกันโดยไม่ขาดสาย ในมหาสีหนาทสสสสูตรพระพุทธองค์ตรัสประเภทกำเนิดของสัตว์ไว้ 4 ประการ คือ
       ๑. สัตว์ที่เกิดจากเปลือกฟองไข่ เรียกว่า อัณฑชะ
       ๒. สัตว์ที่เกิดจากครรภ์ เรียกว่า ชลาพุชะ
       ๓. สัตว์ที่เกิดในปลาเน่า ในเถ้าไคล เรียกว่า สังเสทชะ
       ๔. สัตว์ที่เกิดผุดขึ้นเต็มตัว เช่น เทวดา สัตว์นรก เรียกว่า โอปปาติกะ
       ส่วนการเกิดในโลกของมนุษย์ เช่นการเกิดของคนและสัตว์ ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นเชื้อให้ ด้วยการผสมพันธุ์ อาศัยธรรมชาติ อาศัยอาหาร ตามนัยอภิธรรมกล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์เริ่มตั้งแต่มีปฏิสนธิวิญญาณ ซึ่งเกิดขึ้นต่อจากจุติจิตในมรณาสันนวิถี อันเป็นดวงจิตสุดท้ายต่อจากชาติก่อน ตายจากชาติก่อนแล้วเกิดทันที ไม่มีระหว่างคั่น ปฏิสนธิจิตนี้แหละเป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นของชีวิต 3 อย่างคือ บิดามารดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู (ไข่พร้อมที่จะสืบพันธุ์) คันธัพพะ (มีปฏิสนธิจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณมาอาศัย)
       กระบวนการเจริญเติบโตของมนุษย์ในครรภ์ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอินทกสูตรโดยลำดับเป็น 5 ขั้นตอนในแต่ละสัปดาห์ดังนี้
       สัปดาห์ที่ ๑ เป็นกลละ เป็นน้ำใส มีลักษณะเป็นเมือก เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเจริญเติบโต
       สัปดาห์ที่ ๒ เป็นอัพพุทะ มีลักษณะเป็นเมือกที่ขุ่นข้น
       สัปดาห์ที่ ๓ เป็นเปสิ มีลักษณะแดง
       สัปดาห์ที่ ๔ เป็นฆนะ มีลักษณะเป็นก้อนค่อย ๆ แข็งตัวขึ้น
       สัปดาห์ที่ ๕ เป็นปัญจสาขา มีลักษณะเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม คือ ปุ่มศรีษะ ๑ ปุ่ม ปุ่มแขน ๒ ปุ่ม ปุ่มขา ๒ ปุ่ม จากนั้นก็จะพัฒนาไปสู่การเป็นรูปร่างจนมีผม ขน เล็บ เป็นต้น ตามมา
       การเกิดชีวิต ในทัศนะของพระพุทธศาสนานั้น เป็นการเกิด ๒ ครั้ง ครั้งแรกคือการเกิดทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งจิตเดิมนั้นเป็นจิตบริสุทธิ์ ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง ไม่มีกิเลส ส่วนการเกิดครั้งที่ ๒ เป็นการเกิดในจิตใจ เกดโดยวิญญาณ ซึ่งไม่มีพ่อแม่เป็นปัจจัยให้เกิด เป็นการเกิดความทุกข์ สาเหตุมาจากเด็กมีสภาพจิตด้อยด้วยคุณธรรม ขาดสติ ไม่มีปัญญารู้ชัดตามความเป็นจริง (อวิชชา) ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ฯลฯ ซึ่งเป็นกระบวนการเกิดความทุกข์ในจิตใจ ความทุกข์จะเกิดดับ เกิดดับ สลับกันไปเป็นลูกโซ่ ประดุจสายฟ้าแลบ เป็นวงกลมหมุนเวียนเช่นนี้เลื่อยไปตลอดชีวิต จนกว่าจะดับทุกข์ได้


อุปมาแห่งชีวิต
       พระพุทธองค์ตรัสว่า ..."ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อ อรกะ เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็อรกศาสดานั้นมีสาวกหลายร้อยคน เธอแสดงธรรมแก่ สาวกอย่างนี้ว่า....ดูก่อนพราหมณ์ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อยนิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา (หรือจะพึงรู้ด้วยปัญญา) ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

อุปมาที่ ๑ น้ำค้างบนยอดหญ้า
       ดูก่อนพราหมณ์ หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์ขึ้นมา ย่อมแห้งหายไปได้เร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตมนุษย์ทั้งหลายเปรียบเหมือนหยาดน้ำค้าง ฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดแล้วจะไม่ตายไม่มี

อุปมาที่ ๒ ฟองน้ำ
       ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อฝนตกหนัก หนาเม็ด ฟองน้ำย่อมแตกเร็ว ตั้งอยู่ไม่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนฟองน้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน...ฯลฯ

อุปมาที่ ๓ รอยไม้ที่ขีดลงในน้ำ
       ดูก่อนพราหมณ์ รอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากันเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน...ฯลฯ

อุปมาที่ ๔ น้ำตก
       ดูก่อนพราหมณ์ แม่น้ำไหลลงจากภูเขา ไหลไปไกล กระแสเชี่ยวพัดไปซึ่งสิ่งที่พอจะพัดไปได้ ไม่มีระยะเวลา หรือชั่วครู่ที่มันจะหยุด แต่ที่แท้แม่น้ำนั้นมีแต่ไหลเรื่อยไปถ่ายเดียว แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ฉันนั้นเหมือนกัน...ฯลฯ

อุปมาที่ ๕ น้ำลาย
       ดูก่อนพราหมณ์ บุรุษมีกำลัง อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น แล้วพึงถ่มไปโดยง่ายดาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนก้อนเขฬะ ฉันนั้นเหมือนกัน...ฯลฯ

อุปมาที่ ๖ ชิ้นเนื้อ
       ดูก่อนพราหมณ์ ชิ้นเนื้อที่ใส่ไว้ในกะทะเหล็ก ไฟเผาตลอดทั้งวัน ย่อมจะย่อยยับไปรวดเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ ฉันนั้นเหมือนกัน...ฯลฯ

อุปมาที่ ๗  แม่โคที่จะถูกเชือด
       ดูก่อนพราหมณ์ แม่โคที่จะถูกเชือด ที่เขานำไปสู่ที่ฆ่า ย่อมก้าวเดินไปใกล้ที่ฆ่า ใกล้ความตาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่โคที่จะถูกเชือด ฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โดยสมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุประมาณ ๖๐,๐๐๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕๐๐ ปี จึงควรแก่การมีสามี ก็โดยสมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอาพาธ ๖ อย่างเท่านั้น คือ เย็น ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อรกศาสดานั้น เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย มีอายุยืน ตั้งอยู่นาน มีอาพาธน้อยอย่างนี้ จักแสดงธรรมให้สาวกฟังอย่างนี้ว่าดูก่อนพราหมณ์ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อย นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ เมื่อจะกล่าวโดยชอบ ก็พึงกล่าวว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อย นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ คนที่มีอายุอยู่ได้นาน ก็เพียงร้อยปีหรือน้อยกว่านั้นบ้าง เกินกว่าบ้าง ก็คนที่มีอายุอยู่ถึงร้อยปีย่อมอยู่ครบ ๓๐๐ ฤดู คือ ฤดูหนาว ๑๐๐ ฤดูร้อน ๑๐๐ ฤดูฝน ๑๐๐

       คนที่มีอายุอยู่ถึง ๓๐๐ ฤดู ย่อมอยู่ครบ ๑,๒๐๐ เดือน คือ ฤดูหนาว ๔๐๐ เดือน ฤดูร้อน ๔๐๐ เดือน ฤดูฝน ๔๐๐ เดือน

       คนที่มีอายุอยู่ถึง ๑,๒๐๐ เดือน ย่อมอยู่ครบ ๒,๔๐๐ กึ่งเดือน คือฤดูหนาว ๘๐๐ กึ่งเดือน ฤดูร้อน ๘๐๐ กึ่งเดือน ฤดูฝน ๘๐๐กึ่งเดือน

       คนที่มีอายุอยู่ครบ ๒,๔๐๐ กึ่งเดือน ย่อมอยู่ครบ ๓๖,๐๐๐ ราตรี คือฤดูหนาว ๑,๒๐๐ ราตรี ฤดูร้อน ๑,๒๐๐ ราตรี ฤดูฝน ๑,๒๐๐ ราตรี คนที่มีอายุอยู่ถึง ๓๖,๐๐๐ ราตรี ย่อมบริโภคอาหาร ๗๒,๐๐๐ เวลา คือฤดูหนาว ๒๔,๐๐๐ เวลา ฤดูร้อน ๒๔,๐๐๐ เวลา ฤดูฝน ๒๔,๐๐๐ เวลา พร้อมๆ กับดื่มนมมารดา และอันตรายแห่งการบริโภคอาหารใน ๒ ประการนั้น

       อันตรายแห่งการบริโภคอาหาร (หรือเหตุที่ทำให้ไม่ได้บริโภคอาหาร) มีดังนี้ คือ คนโกรธย่อมไม่บริโภคอาหาร คนมีทุกข์ก็ไม่บริโภคอาหาร คนป่วยไข้ก็ไม่บริโภคอาหาร คนรักษาอุโบสถก็ไม่บริโภคอาหาร (คน)เพราะไม่ได้อาหารจึงไม่บริโภคอาหาร

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้กำหนดอายุ ประมาณแห่งอายุ ฤดู ปี เดือน กึ่งเดือน ราตรี วัน การบริโภคอาหาร และอันตรายแห่งการบริโภคอาหาร ของมนุษย์ผู้มีอายุร้อยปีด้วยประการดังนี้แล้ว

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลผู้อนุเคราะห์เอื้อเอ็นดู พึงกระทำแก่สาวก กิจนั้นเรากระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง ขอเธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าต้องเป็นผู้เดือดร้อนใจในภายหลังเลย นี้คืออนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย.”

พระไตรปิฎก (อรรถกถา) ล.๓๗

“อรกานุสาสนีสูตร” ข.๗๔ น.๒๗๓-๒๗๖)

พระพุทธเจ้า : สมองกับดวงตา ศรัทธากับความจริง

โปรดติดตามตอนต่อไป

ไขข้อ "คาใจ" ไข่ปลา "คาเวียร์"

          หลายคนอาจจะสับสนระหว่าง ไข่ปลาคาเวียร์ กับ ไข่ปลาสเตอร์เจียน จริง ๆ แล้ว คาเวียร์ ก็คือ ไข่ของปลาสเตอร์เจียน ไม่ใช่ไข่ของปลาคาเวียร์ ซึ่งในโลกนี้ไม่มีปลาชนิดนี้อยู่เลย ในอดีตมนุษย์สามาพบเห็นปลาสเตอร์เจียนได้ทั่วไปในยุโรป แต่ปัจจุบันพบได้มากเฉพาะในทะเลแคสเปียนเท่านั้น แต่การจับปลาสเตอร์เจียนกันมากในทะเลดังกล่าวก็ส่งผลให้ประชากรปลาสเตอร์เจียนลดลง จนในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1998 ปลาสเตอร์เจียน ต้องกลายสภาพเป็นสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธ์อีกชนิดหนึ่ง การค้าไข่ปลาที่เรียกว่า คาเวียร์ จึงถูกคุมเข้ม แต่ละประเทศที่ผลิตคาเวียร์ขายต้องจับปลา และผลิตคาเวียร์ตามโควตาที่ตนได้รับเท่านั้น
          ในค.ศ.2000 ปริมาณคาเวียร์ที่ได้รับการอนุมัติให้ส่งออกไปขายตามประเทศต่าง ๆ ได้อยู่ที่ 239 ตันที่ว่ากันเฉพาะน้ำหนักไข่ปลาอย่างเดียว
           ปลาสเตอร์เจียนในทะเลแคสเปียนที่มนุษย์ไปจับเอามากินไข่ และส่งออกไปป้อนนักกินทั่วโลกมีอยู่ 4 ชนิดคือ เบลูก้าอิมพีเรียล ออสเซเตร้า รอยัล ออสเซตร้า เซวรูกา
            เขาจึงเรียกกันว่า คาเวียร์เบลูก้า , คาเวียร์เซวูกา เป็นต้น ปลาสเตอร์เจียน เป็นปลาขนาดใหญ่มากอย่างเบลูก้าตัวโต ๆ อาจยาวถึง 4 เมตรไข่ปลาเหล่านี้จะแตกต่างกันด้านขนาดสีสัน เนื้อ กลิ่น และรสชาติ การชิมรสคาเวียร์ เพื่อคัดหาแบรนด์คุณภาพดี ๆ นั้นจัดเป็นศิลปะชั้นสูง แบบเดียวกับการชิมไวน์ ชิมวิสกี้ ต้องฝึกหัดและมีประสาทรับรู้ที่ดี เวลาได้ไข่ปลาสด ๆ มาต้องนำไปเข้ากระบวนการตระเตรียม เหมือนที่ต้องบ่มไวน์ บ่มชีสให้ได้ที่ก่อนจะบรรจุคาเวียร์ลงภาชนะ และขายกันในราคาสูงลิบลิ่ว         
          ไข่ปลาคาเวียร์แพงที่สุดในโลก ไม่ได้มีสีดำอย่างที่หลายท่านคุ้นเคย แต่เป็นชนิดที่มีสีเทาอ่อนๆ ไล่ลงมาจนเกือบขาวตามอายุของปลา ยิ่งปลาอายุมากไข่ก็จะมีสีอ่อนลง และมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ
          ไข่ปลาคาเวียร์อัลมาส (ภาษาเปอร์เซี่ยนแปลว่า “เพชร”)        ที่ได้มาจากปลา “เบลูก้า สเตอเจี้ยน” อายุหนึ่งร้อยปีขึ้นไป ถือเป็นไข่ปลาคาเวียร์ที่หายากที่สุด และมีราคาแพงที่สุด โดยมีราคาสูงถึงเกือบ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ประมาณ 850,000บาท/ก.ก.) ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของเบลูก้า คาเวียร์        โดยทั่วไปในปัจจุบันจะอยู่ที่ 7,000 – 10,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ราว 2.38 -3.4 แสนบาท/ก.ก.)
          ปลา “เบลูก้า สเตอเจี้ยน” มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นทะเลปิดที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป อันเป็นพรมแดนของประเทศรัสเซีย อาเซอร์ไบจาน อิหร่าน เติร์กเมนิสถาน และประเทศคาซัคสถาน บางครั้งอาจพบปลาดังกล่าวอาศัยอยู่ในแถบทะเลดำ นานๆ ครั้งจึงโผล่ให้เห็นบ้างในทะเลอาเดรียติก ปลาชนิดนี้จะถือว่าโตเต็มที่พร้อมให้ผลผลิต (ไข่) เมื่อมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป


วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อย่าเสีย "ศูนย์"


No matter what you've lost but the one you should not is hope.
สูญเสียอะไรก็ได้
แต่อย่าสูญเสียกำลังใจในชีวิต

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

พระธรรมทูตอาสา ณ วัดโคกสมานคุณ หาดใหญ่ สงขลา

ชุมทางหาดใหญ่
บนรถไฟ
ถวายภัตตาหารเพล
ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้ แด่พระอาจารย์ดร.ไกรวรรณ
และพระอาจารย์ขวัญชัย
ณ ร้านลุงไข่
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

ยอดเรื่องเล่าจากอินเดีย ตอน "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"

ชายชาวมุสลิมสี่คนกำลังสวดมนต์อยู่ที่สุเหร่าแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุบังเอิญ ชายคนหนึ่งเผลอพูดเรื่องบางอย่างซึ่งไม่ได้อยู่ในบทสวดมนต์ออกมา ชายคนที่นั่งอยู่ต่อจากเขาจึงร้องว่า
"เจ้าคนโง่ เจ้าได้พูดเรื่องอื่นออกมาในระหว่างที่เจ้ากำลังสวดมนต์อยู่ ดังนั้น การสวดมนต์ของเจ้าจึงไม่มีผลอะไร"
"แล้วเจ้าล่ะ" ชายคนที่สามร้อง "เจ้าก็พูดเรื่องอื่นออกมาเหมือนกัน ดังนั้น การสวดมนต์ของเจ้าก็ไม่มีผลเหมือนกัน"
ชายคนที่สี่ชื่อมุลลา พูดพึมพำกับตนเองว่า
"พวกเขาทุกคนต่างพูดเรื่องอื่นแทรกระหว่างสวดมนต์กันทั้งนั้น เราคนเดียวเท่านั้นที่ไม่พูดอะไรเลย"

PH.D. PROVISIONAL CERTIFICATE FROM MAGADH UNIVERSITY INDIA

พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ

ศึกษาศาสตร์บัณฑิต สาขาประถมศึกษา จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ปริญญาบัตรเปรียญธรรม ๙ ประโยค


รับพัดเปรียญธรรม ๙ ประโยค ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เมื่อคราวเป็นนักศึกษา ณ มหาวิทยาลัยมคธ รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย



หลักฐานแห่งลมหายใจ


ลมหายใจแรกของข้าพเจ้า "ON AIR" บนโลกใบนี้
เมื่อ ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๘
เวลา ๑๔.๐๐ น.
ตรงกับ
วันเสาร์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๕ ปี ขาล
ณ บ้านเลขที่ ๓ หมู่ ๑ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

แสง และ เงา : เพราะ "เขา" คู่กัน

เพราะเรา "คู่" กัน

โกธะ : หน้ากากแห่งความโกรธ

ฆ่าอะไร อยู่เป็นสุข
ฆ่าความโกรธเสียได้ ย่อมอยู่ เป็นสุข
โกธัง ฆัตวา สุขัง เสติ

วิริยะ : หน้ากากแห่งความสำเร็จ

อะไร ในหน้ากาก

พึ่งพาอาศัย คือ พาหนะสำหรับเดินทาง

little buddha filmed at this point ณ โรงแรมโคคารนา กาฐมัณฑุ เนปาล


ใจใหญ่

ชีวิต คือ การเดินทาง

สังสารวัฎฎ์อันยาวไกล
มิกว้างใหญ่เกินไขว่หา
มิล้ำลึกเกินอัตรา
ลองหลับตา แล้วจะเห็นตามเป็นจริง
ยอดเขา "เอเวอเรสต์"
อันความหวังตั้งไว้ให้สูงส่ง เพื่อเป็นธงนำเราก้าวไปหน้า
แม้นก้าวไปไม่ถึงกึ่งมรรคา ยังดีกว่ายืนเต๊ะท่าอยู่กับที่

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

ที่เมืองหนองคาย - อุดร

พญานาค
ริมแม่น้ำโขง สุดเขตแดนที่เมืองหนองคาย
 ณ ตลาดท่าเรือ
ท่าเสด็จ ริมฝั่งแม่น้ำโขง
หนองคาย
สีสันแห่งศรัทธา
ณ พฤกษาแห่งความเชื่อ
คำชะโนด
 หลวงพ่อพระใส ณ วัดโพธิ์ชัย
พระคู่ใจ คู่บ้าน คู่เมือง
ชาวหนองคาย