วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กระต่ายตื่น(มะ)ตูม

หลายๆ คนคงตั้งข้อสงสัยว่า ต้นไม้ดังกล่าวนั้น คือ ต้นอะไร? ขอเฉลยเลยว่า มันคือ ต้นมะตูม ต้นไม้ที่ชาวฮินดูนิยมใช้บูชาพระศิวะ ถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ บางตำนานกล่าวไว้ว่า ต้นมะตูมนั้นเกิดจากการบันดาลขององค์พระศิวะเอง แต่บางตำนานก็ว่าเกิดจากพระลักษมีเทวี
หลายๆ คนคงตั้งข้อสงสัยว่า ต้นไม้ดังกล่าวนั้น คือ ต้นอะไร? ขอเฉลยเลยว่า มันคือ ต้นมะตูม ต้นไม้ที่ชาวฮินดูนิยมใช้บูชาพระศิวะ ถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ บางตำนานกล่าวไว้ว่า ต้นมะตูมนั้นเกิดจากการบันดาลขององค์พระศิวะเอง แต่บางตำนานก็ว่าเกิดจากพระลักษมีเทวี

ต้นมะตูมนี้ พบได้ทั่วไปในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่ารวมถึงพบในประเทศไทยด้วย กล่าวกันว่า มะตูมมีสรรพคุณทางยามากมาย ทั้ง ใบ ราก และผล ต่างสามารถนำมาปรุงยาได้ทั้งสิ้น
ในอินเดียเองสามารถพบใบมะตูมและผลมะตูมได้ ตามร้านขายดอกไม้บูชา หรือตามโบสถ์ฮินดูต่างๆ ราคาไม่แพงนัก คือ ราวๆ กำละ 10 รูปี ซึ่งชาวฮินดูนิยมซื้อไปบูชาพระศิวะ แต่เราคนไทยซื้อมาจิ้มน้ำพริกกัน
มะตูม มีชื่อเรียกในภาษาฮินดีว่า sirphan ส่วนในภาษาอังกฤษนั้นจะเรียกว่า bael, wood apple หรือ stone apple เมื่อมะตูมได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้ของพระศิวะแล้ว จึงต้องมีความเป็นมาและมีสรรพคุณที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
ตามตำนาน ศิวะปุราณะ กล่าวไว้ว่า มะตูมนั้นเกิดมาจากกายของพระศิวะ ใครก็ตามที่ได้ทำพิธีล้างบาปด้วยต้นมะตูม หรือใบมะตูมนี้ เปรียบเสมือนได้เช่นเดียวกับการอาบน้ำด้วยแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทุกๆ สายรวมกันเลยทีเดียว อีกทั้งลักษณะของใบมะตูมก็คล้ายกับตรีศูลที่พระศิวะทรงถือในพระหัตถ์ขวา และกล่าวไว้อีกว่า มะตูม มีอำนาจในการชำระล้างจิตใจ และขับไล่ความชั่วร้ายต่างๆ อีกด้วย
ดังนิทานเรื่องที่ว่า มีพรานป่าที่มีจิตใจโหดเหี้ยม ได้ออกไปล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหารแก่ครอบครัวของตนเอง ในคืนวัน ศิวะราตรี ที่มีการเฉลิมฉลอง และ บูชาพระศิวะเทพ พรานป่าจึงมุ่งไปที่แม่น้ำและปีนขึ้นต้นไม้เพื่อซุ่มรอสัตว์ป่าลงมากินน้ำโดยไม่ทันสังเกตว่า ต้นไม้ที่ปีนขึ้นไปนั้น คือ ต้นมะตูม และบนต้นมะตูมนั้นมีหม้อใส่น้ำ แขวนอยู่ รวมถึงยังมีศิวะลึงค์อยู่ใต้ต้นไม้อีกด้วย
ครั้นมีกวางมากินน้ำ นายพรานจึงเงื้อธนูขึ้น พร้อมที่จะสังหารกวางตัวนั้น แต่ด้วยความเลินเล่อ ธนูไปกระทบหม้อน้ำที่แขวนอยู่ ทำให้เกิดเสียงดัง และทำให้ใบมะตูมตกลงสู่ศิวะลึงค์เบื้องล่าง จึงนับว่าเป็นการบูชาที่ไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อกวางป่าได้ยินเสียงดังกล่าว จึงอ้อนวอนต่อนายพรานว่า ขอให้ได้กลับไปดูแลลูกน้อยของตนก่อน แล้วจะกลับมาเป็นอาหารให้แก่นายพราน ด้วยการบูชาที่ไม่ได้ตั้งใจนั้น จึงทำให้จิตใจของพรานป่าลดความดุร้ายลง จึงยินยอมปล่อยให้กวางตัวนั้นกลับไปหาลูกๆ ของมัน
สักพักหนึ่งก็มีกวางตัวผู้ ซึ่งมาตามหาภรรยา มาพบเหตุการณ์เดียวกัน คือ พรานป่า ง้างธนู แต่ก็ไปโดนหม้อน้ำที่แขวนอยู่ และใบมะตูมก็ร่วงหล่นใส่ศิวะลึงค์อีกเช่นเคย สุดท้ายเมื่อกวางทั้งคู่กลับไปพบกันที่รังของมัน จึงตกลงใจพากันมาทั้งครอบครัวเพื่อตอบแทนนายพรานและรักษาสัจจะของตน
แต่ด้วยเหตุที่นายพรานได้บูชาศิวะลึงค์โดยใบมะตูมอย่างไม่ได้ตั้งใจนั้น จิตใจของนายพรานจึงถูกชำระล้างและขจัดความหยาบช้าไปด้วยอานิสงส์ของการบูชานั้น จึงยอมปล่อยกวางไปทั้งครอบครัว
จึงกล่าวได้ว่า มะตูม เป็นต้นไม้ที่มีแฝงไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ประเพณีของชาวเนปาล ที่นิยมให้หญิงสาวแต่งงานกับผลมะตูมเสียก่อนที่จะแต่งงานจริงๆ ตราบใดที่ผลมะตูมนั้นไม่แตกเสียหาย จะมีความเชื่อที่ว่าหญิงนั้นจะไม่มีทางเป็นม่าย หรือถ้าเกิดสามีที่เป็นคนจริงๆ เกิดเสียชีวิตขึ้นมาในภายหลัง จะไม่ถือว่าหญิงนั้นอยู่ในฐานะหญิงม่าย เพราะสามีที่แท้จริงคือผลมะตูม หรือพระศิวะนั่นเอง ประเพณีมีชื่อเรียกว่า Bel Baha
แม้แต่ในประเทศไทย ใบมะตูม ถือว่าเป็นของสูง ที่ใช้ในพิธีครอบครู รวมถึงพีธีหลวงต่างๆ เช่น พระมหากษัตริย์จะทรงทัดยอดมะตูมที่หูของพระยาแรกนาขวัญ หรือการทัดหูเพื่อแต่งตั้งทูต รวมถึงการทัดหูในพิธีพระราชทานน้ำสังข์ในงานแต่งงานด้วย
มีเรื่องเล่าของคนไทยโบราณ และยังนิยมทำกันอยู่คือ การนำผลมะตูมไปให้พระเสกด้วยบทคาถา ของพระองคุลีมาล และนำมาต้มให้หญิงท้องแก่กิน จะทำให้คลอดลูกได้ง่าย หรือการนำยอดมะตูม เก้ายอด นำเข็มมาทิ่มพร้อมทั้งว่าคาถา เก้าจบ แล้วจึงนำไปให้เด็กกินทุกเช้า เชื่อกันว่าจะทำให้เด็กมีสติปัญญาดี
ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือว่า กรณีที่มี ผีเข้า เจ้าทรงแล้วไม่ยอมออก ทำยังไงก็ไม่ไป ให้นำใบมะตูมไปทัดหู เขารับรองกันว่า “ร่วงทุกราย”

สิ้นสัตยาไส

สัธยา ไส บาบา (Sathya Sai Baba) ผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีชื่อเสียงก้องโลกของอินเดีย ได้เสียชีวิตแล้วเนื่องจากหัวใจล้มเหลว ที่โรงพยาบาลวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับสูง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ด้วยวัย 86 ปี หลังอาการทรุดหนักมาสามสัปดาห์ ศพได้รับการจัดตั้งไว้ในโลงแก้วเพื่อให้ผู้ศรัทธาได้มาเคารพจนถึงวันอังคารจึงจะประกอบพิธีศพและฝังในวันพุธ ทางรัฐอานธระประเทศได้ประกาศให้มีการไว้อาลัยเป็นเวลา 4 วัน
สัธยา ไส บาบา เป็นผู้นำลัทธิที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในด้านปาฏิหาริย์ ที่สามารถเสกวัตถุสิ่งของได้ ระลึกชาติได้ และรักษาผู้ป่วยใกล้ตายได้ ทำให้มีผู้เลื่อมใสศรัทธานับล้านทั่วโลก ทั้งยังได้จัดตั้งอาศรม ไส บาบา ขึ้นใน 126 ประเทศ รวมทั้งตั้งกองทุนด้านสุขภาพ โครงการการศึกษา โครงการพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะโครงการจัดหาน้ำดื่มให้ประชาชนในพื้นที่แห้งแล้ง ห้องสวดมนต์นับพันห้อง และอาศรมทั่วโลก
ผู้ศรัทธาต่างหลั่งไหลมายังอาศรมที่เมืองปุตปารธี (Puttaparthi) รัฐอานธระประเทศ เพื่อมาคารวะศพเป็นครั้งสุดท้าย นายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ และผู้นำทางการเมืองต่างๆ ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของไส บาบา พร้อมทั้งเรียกท่านว่าเป็น ผู้นำที่เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณ ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับล้านจากทุกศาสนาให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีคุณธรรม
การจากไปของไส บาบา ครั้งนี้ยังทิ้งมรดกมูลค่ากว่า 40,000 ล้านรูปี หรือ 9,000 ล้านดอลล่าร์ไว้โดยไม่มีผู้สืบทอด

บาสมาตี


บาสมาตี (Basmati) เป็นข้าวชั้นหนึ่งของอินเดียที่ผู้คนนิยมรับประทานเพราะมีกลิ่นหอมและรสชาติดี มักนำมาทำ “บริยานี” อาหารประเภทข้าวที่นิยมในอินเดีย บาสมาตี เติบโตในเชิงเขาหิมาลัยและในแถบปากีสถานมานานนับพันปี โดยความหมายตามชื่อแล้วหมายถึง “มีกลิ่นหอม” ยังเรียกกันว่าเป็น “ราชินีแห่งความหอม” อีกด้วย
บาสมาตี มีลักษณะเป็นข้าวเมล็ดยาว หุงขึ้นหม้อ ร่วนไม่เหนียวติดกัน เมื่อหุงสุกก็ยิ่งมีเมล็ดยาวกว่าข้าวดิบเสียอีก มีทั้งสีน้ำตาลและสีขาว เพาะปลูกมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของอินเดีย ได้แก่ รัฐหริยาณา รัฐปัญจาบ รัฐเบงกอลตะวันตก รัฐอุตตรประเทศ รัฐโอริสสา และรัฐพิหาร และข้าวชนิดนี้ค่อนข้างมีราคาแพงกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ
แต่ข้าวกลับเป็นที่นิยมรับประทานทางภาคใต้ สำหรับภาคเหนือที่เป็นแหล่งปลูกข้าวรายใหญ่กลับนิยมทานพวกแป้งขนมปัง เช่น นาน โรตี จาปาตี แทนข้าวซะนี่ อีกทั้งคนอินเดียนิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารเที่ยงหรืออาหารเย็น และนิยมทานตามหลังพวกแป้งขนมปัง
เวลาไปสั่งอาหารที่ร้านก็ไม่ต้องงงว่าทำไมเขาเสิร์ฟอาหารอื่นๆ ก่อน รวมทั้งจาปาตี หรือโรตี แต่ยังไม่ยักกะเสิร์ฟข้าวสักที ก็ธรรมเนียมปฏิบัติเขาเป็นอย่างนี้เอง แต่เราก็บอกเขาได้ค่ะว่าขอข้าวก่อน แต่บางทีเขาก็เสิร์ฟให้พร้อมกัน แต่คนอินเดียก็นิยมทานข้าวราดด้วยน้ำซุบถั่ว หรือบริยานีเป็นการตบท้าย

กลไต่เชือกอินเดีย จริงหรือลวง

 
อินเดียนับเป็นดินแดนแห่งความลี้ลับที่สร้างความพิศวงให้กับโลกมานับศตวรรษ ด้วยเรื่องราวพิลึกพิลั่นและเหลือเชื่อมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ กลไต่เชือกของอินเดีย (Indian Rope Trick) ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1800 ที่กลนี้ถูกนำไปเผยแพร่ในที่ต่างๆ นอกอินเดีย
กลไต่เชือกของอินเดียนี้ได้สร้างความอัศจรรย์ใจให้ผู้ชมเป็นอย่างมาก จนได้ชื่อว่า เป็นกลที่ลวงตาที่สุดในโลก แม้แต่นักมายากลผู้ยิ่งใหญ่จากที่ต่างๆ ต่างก็เดินทางไปอินเดียเพื่อพิสูจน์กลนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถคลี่คลายความลึกลับนี้ได้ จนกระทั่งปัจจุบันกลไต่เชือกแบบคลาสสิกก็ยังเป็นเงื่อนงำที่ไม่มีบทพิสูจน์
กลนี้ประกอบด้วยนักมายากล เด็กชายผู้ช่วย เชือกขนาดใหญ่ อาจมีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งประกอบด้วย ในเวอร์ชั่นแบบธรรมดาที่สุดของกลนี้ คือ นักมายากลจะโยนเชือกเส้นหนึ่งขึ้นไปในอากาศ เชือกนั้นจะตั้งตรง จากนั้นเด็กชายผู้ช่วย เรียกว่า จามูรา (jamoora) จะไต่ขึ้นไปบนเชือกแล้วก็ไต่ลงมา ส่วนในเวอร์ชั่นที่ซับซ้อนขึ้นกว่านั้น นักมายากลหรือเด็กชายผู้ช่วยจะไต่เชือกไปจนถึงยอดแล้วหายขึ้นไปในอากาศ จากนั้นจะปรากฏตัวอีกครั้งบนพื้นดิน
แต่ในเวอร์ชั่นคลาสสิกของกลนี้พิสดารยิ่งกว่าและยังพิสูจน์ไม่ได้จนถึงบัดนี้ ที่สำคัญกลนี้แสดงในเวลากลางวัน และในที่โล่ง โดยนักมายากลจะโยนเชือกขึ้นไปในอากาศ เชือกที่โยนขึ้นไปนั้นดูเหมือนจะลอยสูงขึ้นไปในอากาศ ส่วนปลายเชือกหายไปจากสายตา เด็กชายผู้ช่วยนักมายากลจะไต่เชือกขึ้นไปแล้วหายไปจากสายตาเช่นกัน
นักมายากลจะร้องเรียกเด็กชายให้กลับลงมา แต่เด็กชายไม่ส่งเสียงตอบรับ ทำให้นักมายากลโกรธ แล้วไต่เชือกตามหายขึ้นไปพร้อมมีดหรือดาบในมือ จนผู้ชมเบื้องล่างได้ยินเสียงการโต้เถียงกันของทั้งสองคน จากนั้นก็มีชิ้นส่วนของแขน ขา รวมทั้งส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกโยนลงมาบนพื้น เมื่อนักมายากลไต่เชือกลงมาแล้ว ก็เก็บรวบรวมชิ้นส่วนของเด็กชายรวมกันไว้ในตะกร้า หรือรวมไว้ที่หนึ่ง แล้วคลุมด้วยเสื้อคลุมหรือผ้าห่ม และเมื่อเปิดผ้าคลุมออกเด็กชายก็กลับคืนร่างมาใหม่อีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์
แม้ว่ากลไต่เชือกนี้ปรากฏสู่สายตาชาวตะวันตกมาหลายศตวรรษ แต่ที่มาเกี่ยวกับกลนี้เกิดขึ้นเมื่อใดยังไม่มีใครทราบ เป็นแต่เพียงตำนานและการบอกเล่าต่อๆ กันมาจากบรรดานักเดินทางทั้งหลายในอดีต ทำให้มีข้อสงสัยอย่างมากว่ากลนี้จริงหรือลวง นักมายากกลต่างๆ ถึงขนาดตั้งรางวัลให้อย่างงามสำหรับคนที่จะไขความกระจ่างของกลนี้ แต่น่าเสียดายที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครไขปมปริศนานี้ได้จะแจ้งสักคน หรือว่ากลนี้เป็นเพียงนิยายที่เล่าต่อๆ กันมาของนักเดินทางเท่านั้น

นิทานอักบาร์ ตอน มีอีกาทั้งหมดกี่ตัวในราชอาณาจักร

วันหนึ่งพระจักรพรรดิอักบาร์เสด็จพระราชดำเนินอยู่ในอุทยาน พร้อมกับบีร์เบิลขุนนางคนสนิท ในยามเช้าวันหนึ่งของฤดูร้อนที่อากาศปลอดโปร่ง และมีอีกาจำนวนมากบินโฉบไปมาอย่างสนุกสนานรอบๆ สระน้ำ ขณะทรงเพลิดเพลินชมอีกาอยู่นั้น พระเจ้าอักบาร์ก็ทรงนึกคำถามขึ้นมาได้ข้อหนึ่ง ทรงสงสัยว่ามีอีกาจำนวนเท่าใดกันแน่ในราชอาณาจักรของพระองค์
จึงมีพระราชดำรัสถามคำถามนี้กับบีร์เบิลผู้ที่ติดตามเคียงข้าง หลังจากหยุดคิดชั่วครู่ บีร์เบิลก็ตอบข้อสงสัยของพระองค์ว่า
“มีอีกาจำนวนทั้งหมด 95,463 ตัวในอาณาจักร พระเจ้าข้า”
พระเจ้าอักบาร์ทรงฉงนพระทัยกับคำตอบที่รวดเร็วและชัดเจนอย่างนั้น จึงทรงทดสอบบีร์เบิลอีกครั้ง โดยการตรัสถามคำถามว่า
“และถ้ามีอีกาจำนวนมากกว่าที่ท่านตอบมาล่ะ?”
บีร์เบิลกราบทูลตอบโดยไม่รีรอแต่อย่างใด
“ถ้ามีอีกามากกว่าที่ข้าพระองค์ได้ตอบไป นั่นคงเป็นเพราะว่าอีกาบางตัวนั้นเป็นแขกมาเยือนจากอาณาจักรใกล้เคียง”
พระเจ้าอักบาร์ก็ทรงมีพระดำรัสถามกลับมาอีกโดยทันที
“และถ้ามีอีกาจำนวนน้อยกว่านั้นล่ะ”
บีร์เบิลก็ตอบโดยทันทีเช่นกันว่า
“นั่นเป็นเพราะอีกาบางตัวจากอาณาจักรของพระองค์ได้ไปเที่ยวพักผ่อนในที่อื่นพระเจ้าข้า”
นี่คือไหวพริบปฏิภาณของบีร์เบิลขุนนางคนสนิทของพระเจ้าอักบาร์ ที่ทำให้พระเจ้าอักบาร์ทรงโปรดปรานยิ่งนัก ยังมีเรื่องเล่าสนุกๆ เกี่ยวกับพระเจ้าอักบาร์และบีร์เบิลอีกมาก

วันชาติอินเดีย


แม้ว่าอินเดียได้รับอิสรภาพในวันที่ 15 สิงหาคม 1947 (ซึ่งวันนั้นถือเป็นวันประกาศเอกราชของอินเดีย) แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของตนเองใช้ รัฐบาลในขณะนั้นจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น นำโดย ดร.อัมเบดการ์ ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1947 หลังการประชุมและเปิดอภิปรายสาธารณะอย่างกว้างขวาง รัฐสภาได้ลงนามอนุมัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวันที่ 24 มกราคม 1950 จากนั้นอีกสองวันก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 26 มกราคม 1950 อินเดียจึงได้ถือเอาวันนั้นเป็นวันชาติ (Republic Day of India) ที่อินเดียได้รับการสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอย่างสมบูรณ์
india-republic-day01
ประเทศอินเดียได้จัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เพื่อรำลึกถึงวันสำคัญนี้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในนครหลวงนิวเดลี ทุกปีจะมีขบวนพาเรดตระการตาจัดขึ้นที่นี่ ขบวนพาเรดจะเริ่มจากเชิงเขา Raisina ใกล้กับ Rashtrapati Bhavan ทำเนียบของประธานาธิบดี ไปตาม Rajpath ผ่าน India Gate และ Red Fort ในขบวนพาเรดมีกองทัพทุกหน่วยเข้าร่วมสวนสนามในชุดเครื่องแบบที่ตกแต่งประดับประดาสวยงาม ประธานาธิบดีของอินเดียซึ่งถือเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังติดอาวุธอินเดียจะเป็นผู้ตรวจพลสวนสนาม ในขบวนพาเรดยังตามด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายจากรัฐและภูมิภาคต่างๆ ของอินเดีย รวมทั้งเสียงเพลงและดนตรีครึกครื้นตลอดขบวน ปิดท้ายด้วยการแสดงการบินผาดโผนโดยเครื่องบินเจ็ทของกองทัพอากาศ และงานนี้จะมีการถ่ายทอดสดและกระจายเสียงไปทั่วประเทศ อีกทั้งการเฉลิมฉลองดังกล่าวนี้ยังจัดขึ้นในเมืองหลวงต่างๆ ของแต่ละรัฐอีกด้วย
วันที่ 26 มกราคม วันชาติของอินเดีย หรือที่เรียกว่า Republic Day of India จึงถือเป็นวันที่สำคัญที่สุดทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ซึ่งเป็นวันที่รัฐธรรมนูญของอินเดียได้ประกาศใช้เป็นครั้งแรก และอินเดียได้รับการสถาปนาเป็นสาธารณรัฐ ถือว่าอินเดียก็ได้กลายเป็นเอกราชโดยแท้ สานฝันของมหาตมะ คานธีและนักต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียจำนวนมากให้กลายเป็นความจริงในที่สุด

เพาะรัก ต้องทุ่มเท

อิทธิบาท ๔

คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น

๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น

๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น

๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน

ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ

วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง

จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่

รักเอย (จริงหรือที่ว่าหวาน)

ไม่มีใครบนโลกนี้เลยที่เกิดขึ้นมาโดยปราศจากความรัก และเชื่อได้ว่าหลายคนคงเคยได้ลองให้นิยามความรักในแบบฉบับของตนเองมาก่อน เช่น "รัก คือ การให้" "รัก คือ ความจริงใจ" "รัก คือ การเข้าใจซึ่งกันและกัน" "รัก คือ การอดทน" ไปจนถึง "รัก คือ ความทุกข์" การนิยามความรักของแต่ละบุคคลจึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่แต่ละคนประสบมา

ในพระพุทธศาสนามีคำกล่าวที่ว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์" ซึ่งอาจตีความหมายคำว่า รักว่า คือ ความทุกข์ ได้เช่นเดียวกับคำนิยามของหลายๆ คน แต่อย่างไรก็ดี ในหลักคำสอนของพุทธศาสนาก็ยังมีการกล่าวถึงหลักธรรมที่ใช้ในการปฏิบัติตนสำหรับทุกคนที่มีความรักด้วยเช่นกัน เราเรียกหลักธรรมดังกล่าวนี้ว่า "ฆราวาสธรรม 4"

ฆราวาสธรรม 4 เป็นคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหลักธรรมที่พระองค์ทรงมอบสำหรับผู้ครองเรือนได้ปฏิบัติ เพื่อเสริมให้มีความสุขในชีวิตยิ่งขึ้น ประกอบด้วยหลักธรรม 4 ข้อ ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ

สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ ความจริงใจต่อบุคคลที่รัก

การคบหาสมาคมระหว่างบุคคลในสังคมไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด จำต้องมีหลักธรรมสัจจะข้อนี้อยู่ด้วยเสมอ เพราะการแสดงออกซึ่งความซื่อสัตย์และความจริงใจต่อบุคคลที่เรารู้จักถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวจะสามารถสานต่อในระยะยาวต่อไปอีกได้หรือไม่

สำหรับคนที่มีความรัก การมีความซื่อสัตย์และความจริงใจ ให้แก่กันก็ย่อมจะทำให้เกิดความไว้วางใจ ความเชื่อใจระหว่างตนทั้งคู่ หากบุคคลใดขาดสัจจะต่อคนรัก ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความหวาดระแวงแคลงใจกันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความร้าวฉาน ซึ่งยากนักที่จะประสานให้คืนดีได้ดังเดิม

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนหลายคนได้ให้นิยามความรักว่าคือความจริงใจให้แก่กัน นั้นเพราะเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานที่บุคคลที่รักกันพึงมีให้แก่กันเป็นอันดับแรก หรืออาจกล่าวได้ว่า สัจจะ เป็นหลักธรรมพื้นฐาน สำหรับทุกคนที่มีความรัก พึงจะระลึกและปฏิบัติอยู่เสมอ

ทมะ คือ การรู้จักบังคับควบคุมอารมณ์ การข่มใจ การปรับตัว

การอยู่ร่วมกันในสังคม หรืออยู่กับคนที่เรารักนั้น เป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวเข้าหากัน เนื่องจากแต่ละคนต่างมาจากพื้นฐานชีวิต และประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงไม่มีใครที่สามารถเป็นได้ทุกอย่างตามที่ใจของเราคิด และเช่นเดียวกัน ตัวเราเองก็อาจไม่สามารถที่จะเป็นไปได้ทุกอย่างดังที่คนอื่นต้องการ หลักธรรมในข้อ ทมะ จึงเป็นการฝึกข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกัน รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตน แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับนิสัยและอัธยาศัยให้กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ไม่เป็นคนดื้อด้านเอาแต่ใจและอารมณ์ของตน เพื่อที่จะทำให้เรายอมรับในจุดเด่น และข้อบกพร่องของตัวบุคคลรอบข้าง

หลักธรรม ทมะ เป็นหลักธรรมที่เน้นในเรื่องของการใช้ปัญญาในการตัดสินใจ ควบคุมจิตใจ ในการทำความเข้าใจคนที่เรารัก เมื่อที่ขาดธรรมข้อนี้ ย่อมเท่ากับเป็นการขาดการใช้สติปัญญาในการพิจารณา ปล่อยให้ข้อแตกต่างปลีกย่อยทางอุปนิสัยและการอบรม กลายเป็นเหตุแตกแยกสามัคคีใหญ่โต และถ้าไม่สามารถปรับตนเข้าหากันได้ ก็เป็นอันต้องทำลายชีวิตคู่ครองแยกทางขาดจากกัน

เมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปหมดทุกอย่าง ผู้ที่มีความรักทุกคนจึงปราถนาที่จะได้รับความเข้าใจ จากคนผู้ที่เรารัก ผู้ที่ให้คำจำกัดความของความรักว่าคือความเข้าใจซึ่งกันและกัน จึงแสดงให้เห็นได้ชัดว่า หลักทมะ มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตร่วมกับคนที่รักอย่างไร

ขันติ ความอดทน อดกลั้น

การใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันนอกจากจะต้องมีความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความเข้าใจกันแล้ว จะต้องมีความอดทนอดกลั้น เพราะการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนอกจากจะมีข้อขัดแย้งแตกต่างทางด้านอุปนิสัยการอบรม ประสบการณ์เดิม บางคนอาจมีเหตุล่วงเกินรุนแรง ซึ่งอาจเป็นซึ่งอาจะเป็นถ้อยคำหรือกิริยาอาการ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องรู้จักอดกลั้นระงับใจ ไม่ก่อเหตุให้เรื่องลุกลามกว้างขยายต่อไปความร้ายจึงจะระงับลงไป

หลักขันติแตกต่างจากหลักทมะตรงที่มุ่งให้เกิดความอดทนโดยเน้นที่ร่างกาย ที่อดทนต่อความยากลำบากกับคนที่เรารัก เพราะในการใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เรารัก อาจต้องพบเจอกับความลำบากตรากตรำ และเรื่องหนักใจต่างๆ ในการประกอบการงานอาชีพเป็นต้น ดังนั้นการร่วมหัวจมท้ายที่จะอดทนเผชิญและฟันฝ่าต่อความยากลำบากด้วยกันถือว่าเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักของคนทั้งสอง โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ความตกต่ำคับขัน จะต้องมีสติอดกลั้น คิดอุบายใช้ปัญญาหาทางแก้ไข และมีความอดทนเพียรพยายามเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันก็จะสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ที่ร้ายไปด้วยกันได้ แต่หากชีวิตของคู่ครองที่ขาดความอดทน ย่อมไม่อาจประคับประคองพากันให้รอดพ้นเหตุร้ายต่างๆ อันเป็นประดุจมรสุมแห่งชีวิตไปได้

หากใครเคยนิยามความรักของตนเองไว้ว่าคือการอยู่เตียงข้างกันไม่ว่าในเวลาที่ทุกข์หรือสุข นั่นก็หมายความว่า คุณกำลังพูดถึงขันติธรรมที่คุณรักคนรัก จะต้องยึดเป็นข้อปฏิบัติประจำใจ

จาคะ ความเสียสละ ความเผื่อแผ่ แบ่งปัน

"ทั้ง...ชีวิตจิตใจ ฉันมีแต่ให้.... ให้เธอ" ท่อนหนึ่งจากเพลงให้ ที่เคยโด่งดังในอดีตแสดงให้เห็นได้ชัดถึงความสำคัญของการให้ ว่าควรเป็นนิยามหนึ่งของความรัก ที่สอดคล้องกับหลักฆราวสธรรม 4 ในข้อจาคะ นี้

หากทุกคนลองสังเกตตัวเองเวลาที่เราทำอะไร หรือให้สิ่งใดกับผู้อื่นด้วยความเต็มใจ จะพบว่าความสุขของผู้ที่รับสิ่งนั้นจากเรา จะถูกส่งผ่านมาถึงตัวเราเองด้วย นั้นแสดงให้เห็นว่าการให้นั่นมอบความสุขให้กับคนทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้ และผู้รับ

การให้ในที่นี้ มิใช่หมายแต่เพียงการเผื่อแผ่แบ่งปันสิ่งของอันเป็นเรื่องที่มองเห็นและเข้าใจได้ง่ายๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่กัน การแสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขส่วนตนได้ เช่น ในคราวที่คู่ครองประสบความทุกข์ ความเจ็บไข้ หรือมีธุระกิจใหญ่เป็นต้น ก็เสียสละความสุขความพอใจของตน ขวนขวายช่วยเหลือ เอาใจใส่ดูแล เป็นที่พึ่งอาศัย เป็นกำลังส่งเสริม หรือช่วยให้กำลังใจได้โดยประการใดประการหนึ่ง ตามความเหมาะสมรวมความว่า เป็นผู้จิตใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละ ไม่คับแคบเห็นแก่ตัว

ชีวิตครอบครัวที่ขาดจาคะ ก็คล้ายการลงทุนที่ปราศจากผลกำไรมาเพิ่มเติม ส่วนที่มีมาแต่เดิมก็คงที่หรือค่อยร่อยหรอพร่องไป หรือเหมือนต้นไม้ที่มิได้รับการบำรุง ก็มีแต่อับเฉา ร่วงโรย ไม่มีความสดชื่นงอกงาม

ประเด็นที่เกี่ยวกับการให้ อีกประเด็นหนึ่งที่อยากเสริมไว้ คือการให้ที่เรียกว่า การให้อภัยครับ เนื่องจากบางทีการให้อภัยแก่คนที่เรารักนี้อาจเป็นการบอกความหมายสรุปรวมของหลักฆราวาสธรรมอีกสามข้อข้างตนด้วย เพราะเมื่อคุณให้อภัยแก่คนที่คุณรัก นั่นเป็นการแสดงไมตรีจิตเรื่องความจริงใจของคุณ เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับความแตกต่าง และการเข้าใจในอีกฝ่าย และคุณก็เป็นผู้ที่มีความอดทนอดกลั้นที่จะไม่ตอบโต้ และมุ่งร้ายกลับคืนพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกันอีกครั้ง

หลักฆราวาสธรรม ทั้ง 4 ข้อนี้ แม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่หากพิจารณาดูจะพบว่ามีสามารถที่จะสื่อความหมายของความรักในปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงแต่แค่ให้เห็นถึงความหมายของรักว่าเป็นอย่างไร แต่ยังเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนให้มีความรักที่ดีด้วย ซึ่งไม่จำกัดเพียงแค่เฉพาะระหว่างคู่ครอง 2 คนเท่านั้น แต่สามารถที่จะนำไปปฏิบัติกับทุกคนในสังคมที่เราอาศัยเพื่อที่จะทำให้สังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักต่อกัน

วัฒนมุข พุทธวิธีสร้างสุขภาวะ


วัฒนมุข 6 (ธรรมที่เป็นปากทางแห่งความเจริญ, ธรรมที่เป็นดุจประตูชัยอันจะเปิดออกไปให้ก้าวหน้าสู่ความเจริญงอกงามของชีวิต - channels of growth; gateway to progress)

1. อาโรคยะ (ความไม่มีโรค, ความมีสุขภาพดี - good health)

2. ศีล (ความประพฤติดี มีวินัย ไม่ก่อเวรกัน ได้ฝึกในมรรยาทอันงาม - moral conduct and discipline)

3. พุทธานุมัต (ศึกษาแนวทาง มองดูแบบอย่าง เข้าถึงความคิดของพุทธชนเหล่าคนผู้เป็นบัณฑิต - conformity or access to the ways of great, enlightened beings)

4. สุตะ (ใฝ่เล่าเรียนหาความรู้ ฝึกตนให้เชี่ยวชาญและทันต่อเหตุการณ์ - much learning)

5. ธรรมานุวัติ (ดำเนินชีวิตและกิจการงานโดยทางชอบธรรม - practice in accord with the Dhamma; following the law of righteousness)

6. อลีนตา (เพียรพยายามไม่ระย่อ, มีกำลังใจแข็งกล้า ไม่ท้อถอยเฉื่อยชา เพียรก้าวหน้าเรื่อยไป - unshrinking preseverance)

ธรรม 6 ประการชุดนี้ ในบาลีเรียกว่า อัตถทวาร (ประตูแห่งประโยชน์, ประตูสู่จุดหมาย) หรือ อัตถประมุข (ปากทางสู่ประโยชน์, ต้นทางสู่จุดหมาย) และอรรถกถาอธิบายคำอัตถะ ว่า หมายถึง “วุฒิ” คือความเจริญ ซึ่งได้แก่ วัฒนะ ดังนั้นจึงอาจเรียกว่า วุฒิมุข หรือที่คนไทยรู้สึกคุ้นมากกว่าว่า วัฒนมุข

อนึ่ง ในฝ่ายอกุศล มีหมวดธรรมรู้จักกันดีที่เรียกว่า อบายมุข 6 ซึ่งแปลว่า ปากทางแห่งความเสื่อม จึงอาจเรียกธรรมหมวดนี้ด้วยคำที่เป็นคู่ตรงข้ามว่า อายมุข 6 (ปากทางแห่งความเจริญ)

 ขุ.ชา. 27/84/27

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะเข้าครัว : ไข่ กาแฟ แครอท

วันหนึ่งลูกสาวพร่ำบนถึงชีวิตอันแสนลำเค็ญให้พ่อฟังว่า เธอกำลังรู้สึกอับจนปัญญาที่จะจัดการกับชีวิตและปรารถนาที่จะยอมแพ้พ่าย ด้วยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้และการแข่งขัน ประหนึ่งว่าเมื่อสางปัญหาหนึ่งเสร็จสิ้น อีกปัญหาหนึ่งก็ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ

ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นพ่อครัวจึงเดินนำเธอเข้าไปในครัว จัดแจงต้มน้ำในหม้อสามใบด้วยไฟแรงจนน้ำเดือด เขาใส่แครอทในหม้อใบแรก วางไข่ลงในหม้อใบที่สอง และตักกาแฟลงไปในหม้อใบสุดท้าย แล้วปล่อยให้มันต้มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำอธิบายเลย

ฝ่ายลูกสาวเริ่มรู้สึกหงุดหงิดและหมดความอดทน ทั้งยังสงสัยว่าพ่อกำลังทำอะไร ยี่สิบนาทีผ่านไป เขาก็ปิดเตาแก๊ส ตักแครอทขึ้นมาวางไว้ในชาม นำไข่วางไว้ในชามอีกใบหนึ่ง และตักกาแฟไว้ในชามสุดท้าย แล้วหันไปถามลูกว่า

"ลูกเห็นอะไรบ้าง"

"แครอท ไข่ กาแฟ" เธอตอบ

เขาจึงขอร้องให้เธอสัมผัสแครอท เธอจึงรู้ว่ามันนิ่ม แล้วเขาก็ให้ลูกสาวตอกไข่ เมื่อเธอแกะเปลือกไข่ออก ก็พบว่าไข่นั้นได้ต้มจนสุกแล้วท้ายที่สุดเธอให้ลูกสาวลองจิบกาแฟดูเธอยิ้มและลิ้มรสอันหอมกรุ่นนั้น แล้วค่อยๆถามว่า "นี่หมายความว่าอย่างไรเหรอคะคุณพ่อ"

พ่ออธิบายว่า เราได้กระทำต่อสามสิ่งนี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือ น้ำเดือด แต่ผลลัพธ์มันกลับแตกต่างกัน จากเดิมแครอทดูแข็งๆ และไม่โอนอ่อนผ่อนตาม พอผ่านการต้มมันกลับนิ่มและดูอ่อนปวกเปียก ไข่ซึ่งดูบอบบาง มีเพียงเปลือกบางๆคอยห่อหุ้มของเหลวภายใน แต่น้ำเดือดทำให้ของเหลวนั้นกลับแข็งขึ้น

ขณะที่กาแฟกลับมีลักษณะเฉพาะตัวตลอดกาล เมื่อมาเจอน้ำเดือด น้ำต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป แล้วลูกล่ะเป็นอะไร พ่อถามลูกสาว เมื่อความทุกข์มาเยือน ลูกจะเตรียมรับมืออย่างไรลูกเป็นแครอท ไข่ หรือ กาแฟ

แล้วคุณล่ะ?

แครอทนั้นดูแข็งโป๊กแต่เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานาก็จะเฉา อ่อนแอ และสูญเสียเรี่ยวแรงกำลังไป หรือจะเป็นไข่ซึ่งดูสามารถปรับสภาพได้ในตอนแรกจิตใจอันอ่อนไหวของคุณจะเป็นอย่าง ไรหลังจากที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การแตกแยก การหย่าร้าง หรือการเลย์ออฟ หัวใจของคุณหยาบกร้าน และแข็งกระด้างขึ้นหรือเปล่า แม้เปลือกภายนอกของคุณยังคงเดิม หากหัวใจและจิตวิญญาณของคุณเล่า มันปวดร้าวและได้แปรเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่ง

หรือคุณเหมือนเมล็ดกาแฟ เมื่อเจอน้ำเดือดอันนำมาซึ่งความเจ็บปวด แต่ ณ อุณหภูมิสูงสุด 100 องศาเซลเซียส กาแฟกลับมีรสชาติดีขึ้นยามนั้น หากคุณเป็นดั่งกาแฟ เมื่อถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุด นอกจากคุณจะสามารถจัดการชีวิตตนเองได้แล้วคุณยังสามารถทำสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นไดด้วย

ล้มละลายทางความคิด เมื่อเอาชีวิต ไปฝากไว้กับความคิดของคนอื่น

อย่างไร

เชอร์รี่จริง ๆ

มีพ่ออยู่คนหนึ่งได้ต้นเชอรี่พันธุ์ดีมา ก็เอามาปลูกไว้ที่บ้านและสั่งให้ทุกคนในบ้านช่วยกันดูแล เพื่อว่าเมื่อต้นเชอรี่โตขึ้นทุกคนจะได้กินผลที่อร่อยจากต้นเชอรี่พันธุ์ดีนี้และคุณพ่อเองก็เฝ้ารดน้ำ ใสปุ๋ย ดูแลมันอย่างดีเป็นเชอรี่ต้นโปรดของคุณพ่อทีเดียว อยู่มาวันหนึ่งขณะที่คุณพ่อออกไปทำงาน

ลูกชายชื่อจอร์จซึ่งได้ขวานเล็ก ๆ อันใหม่มา ด้วยความซนก็ฟันนู่นฟันนี่ แล้วก็ไปโดนต้นเชอรี่แสนรักของคุณพ่อเข้าต้นเชอรี่ค่อย ๆ เอนตัวแล้วก็ล้มลงกับพื้นเหลือแต่ตอที่อยู่เหนือพื้นดินมาไม่กี่นิ้ว เมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้านเห็นต้นเชอรี่แสนรักในสภาพอย่างนั้น ก็ตกใจมาก เรียกทุกคนในบ้านมาถามก็ไม่มีใครทราบ จนคุณพ่อนึกถึงลูกชายคนนี้ก็ตะโกนเรียก ด้วยเสียงอันดังว่า
"จอร์จ มานี่ซิ "

จอร์จก็เดินออกมาหาคุณพ่อ

คุณพ่อได้ถามจอร์จว่า

"จอร์จ ลูกรู้ไหมว่าทำไมต้นเชอรี่ถึงเป็นแบบนี้"

จอร์จก้มหน้าแต่ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นตอบคุณพ่อว่า

"ผมไม่กล้าโกหกคุณพ่อหรอกครับว่า ผมเป็นคนเอาขวานฟันต้นเชอรี่นี้เอง"

คุณพ่อบอกจอร์จว่า "เข้าไปรอพ่อในบ้าน" ….

จอร์จเดินเข้าไปรอคุณพ่อในห้องของเค้า เวลาผ่านไปพักใหญ่ ๆ คุณพ่อก็เข้ามาในห้อง และถามจอร์จว่า "ทำไมลูกถึงตัดต้นเชอรี่ที่อีกหน่อยทุกคนในบ้านจะได้กินผลจากมันล่ะ"

จอร์จตอบคุณพ่อว่า "ผมไม่ได้ตั้งใจครับ ผมทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผมเอง"

แล้วจอร์จก็ก้มหน้าลง หน้าแดงด้วยความละอาย แล้วก็ได้ยินเสียงคุณพ่อพูดว่า

"จอร์จ ลูกดูหน้าพ่อซิ ถึงพ่อจะรู้สึกเสียใจที่ต้นเชอรี่ที่พ่อรักถูกโค่นไป แต่พ่อก็ดีใจยิ่งกว่าที่ลูก ของพ่อซื่อสัตย์และกล้าหาญที่ยอมรับในการกระทำของตัวเอง ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ถึงแม้จะมีเชอรี่พันธุ์ดีเต็มสวน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร"

จอร์จจดจำเรื่องราวเหล่านี้และใช้ความกล้าหาญและซื่อสัตย์ตลอดมาจนแม้กระทั่ง

ในการดำรงฐานะเป็นประธานาธิบดี "จอร์จ วอชิงตัน"

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของท่านประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน

ฟังแล้วประทับใจในวิธีการสอนของคุณพ่อ แทนที่คุณพ่อจะทำโทษลูกด้วยวิธีอันรุนแรง เกรี้ยวกราดกับลูก หรือให้ความสำคัญกับสิ่งของ แต่คุณพ่อกลับพูดกับลูกอย่างอ่อนโยนด้วยถ้อยคำที่ทำ ให้ลูกต้องจดจำไปตลอดชีวิต ถ้าคุณพ่อทำโทษแรงๆ ก็อาจจะไม่มีประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันแบบนี้ก็ได้…..

ในชีวิตมีสักครั้งไหมที่เราจะใส่ใจกับสิ่งที่ยังอยู่

แทนที่จะมัวแต่เสียดายสิ่งที่ไม่มีวันได้คืน....

ช่วงว่างระหว่างชีวิต : ขวดโหล/ก้อนหิน/เม็ดทราย/สายน้ำ

วิทยากรที่มีชื่อเสียงด้านการบริหารเวลาผู้หนึ่ง บรรยายให้กับนักศึกษาฟัง ท่านวิทยากรหอบเอาโถแก้ว และก้อนหินใหญ่น้อยมาวางไว้ที่หน้าชั้นเรียน แล้วจึงเริ่มกระบวนการสอน..

เริ่มต้นด้วยการใส่หินลงไปในโหลแก้วโดยใส่หินก้อนใหญ่ลงไปจำนวนหนึ่ง แล้วก็ถามผู้ที่เข้าฟังว่าโถนี้เต็มหรือยัง นักศึกษาก็บอกว่ายังไม่เต็ม วิทยากรจึงให้ผู้ฟังลองใส่หินก้อนเล็กๆลงไปอีกหลายก้อนแต่ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ระหว่างหิน จึงเททรายใส่ลงไป และเพื่อให้มั่นใจว่าโหลเต็มจริงๆ สุดท้ายจึงเทน้ำใส่ลงไปจนต็มโหล วิทยากรท่านนั้นถามว่า "จากขวดโหลนี้คุณเห็นอะไรบ้าง?"

มีคนตอบว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"

อีกคนตอบว่า "เราหาเวลาเพิ่มได้เสมอหากว่ามีความตั้งใจจริง"

วิทยากรบอกว่าผิด ขวดโหลนี้แสดงให้พวกคุณเห็นว่า "หากไม่เอาหินก้อนใหญ่ใส่เข้าไปตั้งแต่แรก ก็จะไม่ทางเอามันใส่เข้าไปได้เลย เหมือนชีวิตคนเราต้องเอาเรื่องใหญ่ๆก่อนแล้ว ค่อยเติมให้เต็มด้วยเรื่องรองๆ ลงมาตามลำดับ"

"อะไรคือหินก้อนใหญ่ในชีวิตของเรา..การใช้เวลากับคนที่เรารัก ความเชื่อศรัทธาความหวังและความฝัน การทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม...ก่อนนอนคืนนี้ไปคิดซะ แล้วเอาหินก้อนใหญ่ใส่ไว้ก่อน"

กบฏเกลือ (เดินขบวน 240 ไมล์ ไปเอาเกลือ)


ก้าวสำคัญของคานธี กับ เส้นทางได้เอกราชของอินเดีย

อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ประเทศนี้มีความแตกต่างกันเองทั้งในด้านภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งๆ ที่เป็นคนอินเดียวด้วยกัน (แม้เผ่าพันธุ์จะแตกต่างกัน) การแยกชั้นวรรณะตามระบบฮินดูซึ่งแพร่หลายไปทั่วทำให้คนรวมกันไม่ได้จนแล้วจนรอด กษัตริย์ในสมัยโบราณของอินเดียถ้าไม่แข็งแกร่งจริงก็เอาไม่อยู่ แต่เหตุการณ์มาประจวบกันเมื่ออังกฤษออกล่าอาณานิคม โดยมีบริษัท อีสต์อินเดียของอังกฤษเข้าไปทำการค้าขายกับอินเดียก่อน ทำไปทำมาพอเห็นช่องทางก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในกิจการต่างๆ หลังรัชสมัยของพระเจ้าโอรังเซป ค.ศ.1707 ค่อยๆ ดูดกลืนไปเรื่อยๆ จนเกิดกบฏซีปอย ในปี ค.ศ.1858 อินเดียกลายเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษโดยตรงที่สุด อินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษเป็นเวลานานพอสมควร แม้คนอินเดียจะไม่พอใจคนต่างชาติมาปกครอง แต่ก็ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นต่อสู้อย่างจริงจัง ซึ่งสาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจากเหตุผลดังกล่าวด้วย

ประมาณปี ค.ศ.1920 เริ่มมีการเคลื่อนไหวของพวกชาตินิยมอินเดียเกิดขึ้น ขบวนการดังกล่าวนำโดย โมหันทาส การามจัน คานธี นั่นเอง คานธีนั้นเป็นชาวอินเดียที่มีความรุ้ เนื่องจากไปเคยไปศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษมาก่อน เขาได้เห็นความไม่เท่าเทียมกันของคนในโลกมามากก็เลยเกิดความคิดอยากต่อสู้ และอยากเห็นประเทศอินเดียเป็นอิสระ เขากลับมาอินเดีย ไต่เต้าทางการเมืองจนถึงระดับได้เป็นผู้นำคองเกรส

คานธีได้หาวิธีการต่อสู้กับอังกฤษ เขาเลือกวิธีต่อสู้แบบสงบ คือ “การไม่ให้ความร่วมมือ” เขาต่อสู้สำเร็จหลายเรื่อง แต่เนื่องจากความร่วมมือร่วมใจของชาวอินเดียไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้การปกครองตนเองอย่างที่คานธีสัญญาไว้ไม่มีท่าทางว่าจะเป็นจริงได้เสียที การต่อสู้จากแรงชาวอินเดียก็แผ่วหาย คานธีเลยถูกอังกฤษจับเข้าคุกในปี 1922

ขบวนการนักการเมืองผู้รักชาติเริ่มเดือดร้อน พวกเขาต้องหาทางเจรจาเอาตัวคานธีออกจากคุก โดยต้องยอมตกลงให้ความร่วมมือกับอังกฤษใหม่ อังกฤษยอมปล่อยตัวผู้นำการต่อต้านออกมาจากคุกเหมือนกัน แต่ต้องแลกกับการจำกัดสิทธิของชาวอินเดียบางอย่าง เพราะตั้งแต่ปี 1922 – 1929 ขบวนการผู้รักชาติเหล่านี้ก็ยังคงต่อสู้อย่างเงียบๆ ต่อไป เพราะตระหนักว่าปัญหาหนักมาก ไม่ใช่เรื่องการเรียกร้องกดดันต่อรัฐบาลอังกฤษฝ่ายเดียว แต่ต้องพยายามทำให้คนอินเดียเองร่วมมือกันต่อสู้ด้วย

ผู้นำที่มีอิทธิพลต่อชาวอินเดียอีกคนหนึ่ง คือ เยาหราล เนห์รู ผู้รักชาติ ที่ร่วมขบวนการต่อสู้กับคานธี ความเคารพนับถือที่เข้าได้รับทำให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นหน้าพรรคอินเดียเนชั่นแนลค​องเกรส ในปี 1929 เนรูห์นี่เองทีประกาศความต้องการอิสรภาพชัดเจน ไม่เกรงกลัวใคร ด้วยคำประกาศนี่เองที่ทำให้คานธีก็ออกโรงมาเรียกร้องให้คนอินเดียต่อสู้กับอังกฤษด้ว​ยวิธีอหิงสาอีก บังเอิญว่าปีนั้นมีการว่างงานอย่างมากมายในอินเดีย รวมทั้งการกดดันจากโลกภายนอก ความพยายามของคานธีเลยเป็นหมัน

แต่ขบวนการผู้รักชาติก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังพยายามต่อไป พวกเขาจัดให้มีการประชุมระหว่างผู้นำอินเดียกับอุปราชของอังกฤษ ลอร์ด เออวิง แต่ตกลงอะไรกันไม่ได้ การประชุมล้มเหลวในวันที่ 26 มกราคม 1930 พรรคคองเกรสของอินเดียดื้อที่จะใช้โอกาสนี้อ้างสิทธิปกครองตนเอง และหนุนให้เนรูห์เป็นประธานาธิบดีคนแรก

พรรคคองเกรสยืนหยัดให้มีการต่อสู้ต่อไปอีก คราวนี้คานธีเล็งเห็นว่าภาษีเกลือของอังกฤษไม่เป็นธรรม รัฐผูกขาดการค้าเกลือ และบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องซื้อเกลือที่ผลิตจากรัฐ ทั้งๆ ที่ประชาชนสามารถทำเกลือใช้เอง สำหรับตัวคานธี เขาออกเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะทาง 240 ไมล์ ไปยังแดนดี ชายฝั่งทะเลที่ใกล้บอมเบย์มากที่สุด เพื่อไปตักเอาน้ำทะเลมาทำเกลือ

ตอนแรกๆ รัฐบาลเดลฮีไม่ได้ใส่ใจการกระทำของคานธีเท่าไหร่ แต่ยิ่งนานวันเข้า ขบวนเดินทางของเขากลับยิ่งมีสมาชิกมากขึ้นทุกที หนังสือพิมพ์ของอินเดียพากันประโคมข่าวของพวกเขาแทบทุกย่างก้าวไปยังชาวอินเดียทั้งใ​นและนอกประเทศ และโดยตลอดเส้นทางนั้น ชาวพื้นเมืองที่รับราชการอยู่กับรัฐบาลอังกฤษถึงกับยอมลาออกจากราชการเพื่อเข้าร่วมเ​ดินขบวน นับว่าเป็นครั้งแรกที่คานธีสามารถรวบรวมเอาชาวอินเดียซึ่งมีศาสนาและวัฒนธรรมที่ต่าง​กันเข้ามาร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้เป็นอย่างดี ผลของการเดินขบวนไปเอาเกลือก็คือ ทั้งคานธี และเนห์รู โดยจับมาขัง ฐานทำให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง

ผู้นำคองเกรสได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือนมกราคม 1931 ทั้งสองคนเข้าพบอุปราชเพื่อหาข้อตกลง มีการทำสนธิสัญญาเดลฮีขึ้น เป็นจุดจบของคำชักชวนให้ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ แต่ก็ยังไม่ใช่จุดจบของความตึงเครียดในอินเดีย คองเกรสยังกดดันเพื่ออิสรภาพอย่างต่อเนื่อง

ครั้นถึงปี 1935 การเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพก็เกือบมาถึงความสำเร็จ โดยมีร่างพระราชบัญญัติของรัฐสภาอินเดียขึ้น แผ้วถางทางให้มีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ แต่ต้องมาสะดุดหยุดลงเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939 – 1945)

นับเป็นช่วงเวลาที่อินเดียประสบความลำบากจริงๆ เพราะอินเดียไม่พอใจนโยบายของคนอังกฤษในระหว่างสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการเผาทำลายทรัพย์สินของคนอินเดียเพื่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์โดยไม่ชด​ใช้ค่าเสียหายให้ หรือแบ่งแยกเส้นทางการถอนตัวออกจากพม่าระหว่างคนอังกฤษและคนอินเดีย โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของคนอินเดีย ทำให้อินเดียดำเนินการขับไล่อังกฤษออกจากอินเดียหลังจากที่ขบวนการรักชาติพยายามต่อส​ู้ เพื่อการปกครองตนเองมานาน จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง อังกฤษก็ให้เอกราชแก่อินเดีย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1947

แต่การได้รับเอกราชก็เป็นปัญหาต่อมา เพราะคนอินเดียแบ่งแยกกันเองตามการนับถือศาสนาอย่างที่กล่าวไว้แล้ว ศาสนาใหญ่ๆ ที่คนไม่สามารถลงรอยกันได้คือ ฮินดู กับ มุสลิม เมื่อได้รับเอกราชเข้าจริงๆ กลายเป็นว่าแผ่นดินที่เคยเป็นอินเดีย ต้องการจะแยกตัวออกจากกัน การโต้เถียงระหว่างสองฝ่ายเริ่มลุกลาม คานธีผู้หวั่นว่าจะมีการสู้รบระหว่างผู้คนในศาสนาที่แตกต่างกันทั้งสองก็ได้เริ่มอดอ​าหารประท้วง เมื่อเดือนมกราคม 1948 เป็นเหตุให้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่ไม่ใช่เพราะยอมอดอาหาร กลับกลายเป็นว่าที่เขาเสียชีวิตเนื่องจากถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่คลั่งศาสนาฮินดูใช้ป​ืนยิงจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 30 มกราคม ต่างหาก

การเสียชีวิตของคานธี ทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่เขาทำให้กับอินเดียนั้นยิ่งใหญ่มาก คานธีรู้ว่าอินเดียไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจของอังกฤษได้ โดยการยกกองทัพเข้าต่อตี เขาจึงเลือกวิธีการต่อสู้อย่างสงบ อันเป็นวิธีที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งของจิตใจเป็นอย่างมาก แม้กระบวนการต่อสู้ของเขาจะไม่สามารถทำให้คนอินเดียรวมกันได้อย่างแท้จริงก็ตาม.

วางแผนแหกคุก


Darnon Pennington
เขียน
"แหกคุก"
ใจถึงบวกโชคนิดหน่อย
คือเคล็ดลับการแหกคุกสำเร็จถึง ๗ ครั้ง
"ไม่มีคุกใดไร้ช่องว่าง มีกุญแจอยู่ทุกที่เพียงแค่หาให้เจอ"
ทำยังไงล่ะ
"คอยสังเกตการณ์
โดยเฉพาะช่องว่างในชีวิตประจำวัน
ผู้คุมมักจะทำในสิ่งที่ซ้ำ ๆ กันทุกวัน ถ้าพวกเค้าทำพลาดจะเกิดช่องว่าง
เมื่อคุณเห็น
คุณจะต้องพร้อม ต้องมีแผนทุกขั้น
ทั้งตอนอยู่ข้างใน และก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาได้ยังไง
เรื่องนี้นะง่ายที่ยากคือต้องอยู่ให้ได้
คุณจะต้องมีที่ไป
และก็รู้ว่าจะไปได้ยังไง
ต้องคิดถึงแผนที่เขาจะรวบตัวคุณ ที่ไหน เมื่อไหร่"
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะ
"ก็ต้องจ่ายให้คนรู้
อยู่ที่ว่าเป็นคุกในเมือง หรือชนบทด้วย"
นี่คือแผนแหกคุกที่คุมขังร่างกายไม่ให้ได้รับอิสรภาพ
แต่
ถ้าเป็นคุกแห่งความคิดที่คุมขังจิตใจไม่ให้ได้รับอิสระล่ะ
จะ "ธรรม" อย่างไรดี?

พระราชวังโปตาลา


พระราชวังโปตาลา ณ ดินแดนหลังคาโลก
พระราชวังโปตะลา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลาซาบนเขาแดง มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,700 เมตร คำว่า โปตะลามาจากภาษาอินเดียโบราณหมายถึงดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์
พระราชวังโปตะลา สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสรองตาสันคัมโปกษัตริย์องค์ที่ 32 แห่งราชวงศ์ถู่ฟาน โดยมีชื่อว่าพระราชวังแดง ต่อมาราชวงศ์ถู่ฟานล่มสลาย พระราชวังแห่งนี้จึงถูกทิ้งให้รกร้างทรุดโทรลง จวบจนเมื่อศตวรรษที่17 พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนแห่งนี้
ในปีค.ศ. 1642 องค์ทะไลลามะที่ 5 ได้รวมอำนาจของศาสนจักรและอาณาจักรเข้าไว้ด้วยกัน ลาซากลับเป็นศูนย์กลางของทิเบตอีกครั้ง พระองค์ได้ทำการซ่อมแซมพระราชวังแดงแห่งนี้เสียใหม่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ว่าราชการและที่ประทับ แล้วเปลี่ยนคำเรียกมาเป็นพระราชวังโปตะลา นับจากนั้นมา สถานที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจทางการเมืองและศาสนาของทิเบตในเวลาต่อมา
พระราชวังโปตะลาเป็นหมู่สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่โตโอฬาร สร้างขึ้นตามลักษณะของขุนเขา เป็นอาคาร 13 ชั้น สูง 117 เมตร มีลักษณะเหมือนป้อมปราการแบบทิเบต เป็นการผสมผสานศิลปะทางสถาปัตยกรรมของทิเบตและจีนโบราณ โดยได้ชื่อว่าเป็น ไข่มุกราตรีแห่งหลังคาโลก
วังขาว
สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญของพระราชวังโปตะลาได้แก่ วังขาวและวังแดง รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบริเวณเชิงเขาในละแวกใกล้เคียง วังขาว สร้างขึ้นในปี 1648 เป็นสถานที่ซึ่งองค์ทะไลลามะใช้ในการดูแลบริหารบ้านเมืองและพระศาสนา เป็นอาคารสูง 7 ชั้น ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ
ส่วนวังแดง ตั้งอยู่กึ่งกลางพระราชวังโปตะลา สิ่งปลูกสร้างหลักสร้างเสร็จในปี 1964 แบ่งออกเป็น 6 ชั้น เป็นที่ประดิษฐานองค์สถูปของทะไลลามะ และเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
โดยรอบของพระราชวังโปตะลายังประกอบไปด้วย โรงเรียนสอนศาสนา กุฏิพระ และห้องหับต่าง ๆ ทางปีกตะวันออกและตก นอกจากนี้ ยังมีเขตเมืองเก่า เทศบาลท้องถิ่น โรงพิมพ์พระคัมภีร์ คุกคุมขัง สระน้ำและสวน เป็นต้น
จากช่วงกลางศตวรรษที่ 17 จนถึงก่อนหน้าที่กองทัพแดงของจีนจะเข้าปลดแอกทิเบตในปี 1959 พระราชวังโปตะลามีสถานะเป็นพระราชวังฤดูหนาวขององค์ทะไลลามะ และเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางการเมืองการปกครอง และศาสนกิจมาโดยตลอด ถือเป็นศูนย์กลางอำนาจทั้งในทางอาณาจักรและศาสนจักรของทิเบต และยังเป็นตัวแทนชิ้นเอกของผลงานทางศิลปวัฒนธรรมและศาสนาของชนชาติทิเบตอีกด้วย
ข้อมูล
พระราชวังโปตะลา มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ. 1994 และวัดต้าเจาหรือวัดชอคัง
ที่ตั้ง- เมืองลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต
สร้างในราวศตวรรษที่ 7
อาณาเขต 360,000 ตารางเมตร
ตำหนักนอร์บุลิงกะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ. 2001
สร้างในราวกลางศตวรรษที่ 18 อาณาเขต 3,600,000 ตารางเมตร
ข้อมูลท่องเที่ยว
การเดินทาง
เดินทางสู่ลาซา โดยเครื่องบินจากปักกิ่ง หรือเฉิงตูลงที่สนามบินก้งกา และนั่งรถต่อเข้าสู่ตัวเมือง เดินทางโดยรถไฟจากปักกิ่งลงที่เมืองซีหนิง(มณฑลชิงไห่)  
 และเปลี่ยนขบวนรถมาลงที่เมืองเกอเอ่อมู่ จากนั้นนั่งรถโดยสารระยะทางไกลอีก 1 วัน 1 คืน     เข้าสู่เมืองลาซา ระหว่างทางผ่านความสูงมากกว่า 8,000 เมตร ระวังโรคแพ้ที่สูง
(เส้นทางนี้ใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์จึงจะถึงเมืองลาซา แนะนำเฉพาะผู้รักการผจญภัย ฟังพูดภาษาจีนได้คล่อง และมีเวลาเท่านั้น)
ราคาบัตรผ่านประตู
พระราชวังโปตะลา 100 หยวน ขึ้นหลังคาทองคำ 10 หยวน เข้าชมนิทรรศการอัญมณีและเครื่องประดับ 10 หยวน เปิดทำการทุกวัน 2 เวลา เช้า 9.00-12-00 น. บ่าย 15.00-17.00 น. เว้นวันเทศกาลประจำปีหรือวันที่มีกิจกรรมสำคัญ นอกจากนี้ สระหลงหวังถันรอบวัง ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เปิดทุกวันเวลา 9.00-17.30 น.
การเดินทางขึ้นวังโปตะลา จะเดินขึ้นเขาทางประตูหน้า หรือ นั่งรถแท็กซี่ที่ด้านหลังเขาราคาประมาณ 10 หยวน ขึ้นไปส่งบนยอดเขาและเดินเท้าลงมาก็ได้
วัดต้าเจา 70 หยวน (เข้าได้หลายครั้ง) เปิดให้เข้าชม 9?00?18?00 น. ที่วัดแห่งนี้มีการประกอบพิธีทางศาสนาทุกวัน นอกจากนี้เวลาบ่ายพระลามะจะมารวมกันที่ลานหลังวัดเพื่ออภิปรายคัมภีร์ เป็นการโต้ตอบปุจฉาวิสัชนา ในหัวข้อคำถามเกี่ยวกับคำสอนในตำรา นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมได้ห่างๆ
เนื่องจากวัดต้าเจาตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกสบาย จะเดินเท้าหรือขึ้นรถโดยสารขนาดกลางมาลงที่โรงพยาบาลทิเบต หรือใช้บริการรถสามล้อ ราคา 4 หยวน
ตำหนักนอร์บุลิงกะ 40 หยวน เดินทางโดยรถสามล้อ หรือเดินเท้าก็ได้ อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลกงเหยิน ปัจจุบันอยู่ในบริเวณที่เป็นสวนสาธารณะของเมือง

อันดับเจ็ดของโลก

7. Indian Air Force
Indian Air Force ประเทศอินเดีย เป็นกองทัพอากาศที่เกรียงไกรที่สุดในโลก
อันดับ 7 ของโลก

ธรรมะติดฟิล์ม ตอน ความกล้า คือ คาถาที่แท้จริง

"สมัยที่ข้ายังอ่อนหัด และท่านช่วยฝึกข้า
จำได้ไหมท่านบอกอะไรข้า
ท่านบอกว่า
พลังที่แท้จริง มิได้อยู่ที่คาถาที่เราเสก
แต่
อยู่ที่ความสามารถในการกล้าตัดสินใจต่างหาก"
เซรีน่า พระแม่วินิจฉัย
จาก


10 อันดับสุดยอดนักฟิสิกส์ของโลกตลอดกาล

1 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)


นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน - สวิส - อเมริกัน เกิด พ.ศ. 2422 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2498 ผลงานสำคัญมีมากมาย เช่น ทฤษฏีสัมพัทธภาพทั้งภาคพิเศษและภาคทั่งไป ทฤษฏีปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (photoelectric effect) ซึ่งเป็ฯผลงานที่ทำให้ได้รับราลวัล โนเบลประจำ ปี 2464 ทฤษฏีการเคลื่อนที่แบบบราน์ (Brownian motion)ฯลฯ












2 ไอแซก นิวตัน (Isaac New-ton)

นักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ เกิด พ.ศ. 2185 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2272 ผลงานสำคัญเป็นพิเศษ คือทฤษฎีความโน้มถ่วง กฎสามข้อของการเคลื่อนที่ แคลคูลัส ความจริงนิวตันสนใจเคมีและใช้เวลาในการศึกษาเกี่ยวกับเคมี เขียน เรื่องราวเกี่ยวกับเคมีไว้มาก แต่มักจะไม่ได้รับการกล่าวถึง เพราะเป็นเคมียุคเก่า ที่เป็นเรื่องของอัลเคมี (เล่นแร่แปรธาตุ) ที่ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อเคมียุคใหม่










3 เจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์ (James Clerk Maxwell)


นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวสก็อต เกิด พ.ศ. 2374 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2422 ผลงานสำคัญคือ ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า รวมปรากฏการณ์หรือผลงานของเรื่องที่เป็นไฟฟ้า เข้ากับแม่เหล็ก












4 นีลส์ บอห์ร (Niels Bohr)

นักฟิสิกส์ชาวเดนมาร์ก เกิด พ.ศ. 2428 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2505 เป็นเจ้าของทฤษฎีแบบจำลอง (model) หรือ โครงสร้าง (structure) ของ อะตอม ที่รู้จักเรียกกันว่า แบบจำลองอะตอมบอห์ร (Bohr atomic model, Bohr atomic structure) ซึ่งเชื่อมโยงความคิดเชิงควอนตัมในเรื่องของการรับ และปล่อยพลังงานโดยอะตอมและตำแหน่ง ของอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียสว่า ต้องเป็นควอนตัมคือ อยู่ได้เฉพาะบางวิถีโคจร (กำหนดโดยหลักการเชิงควอนตัม) นีลส์ บอห์รมีบทบาทสำคัญใน โครงการสร้างระเบิดอะตอมลูกแรกของโลก คือโครงการแมนฮัตตัน แต่ภายหลัง เมื่อเห็นฤทธิ์เดชอันน่าสะพรึงกลัวของระเบิดนิวเคลียร์นีลส์ บอห์รก็ทุ่มเทชีวิตให้กับการรณรงค์เพื่อให้มี การนำเอาพลังงานิวเคลียร์มาใช้ทางสันติเท่านั้น





5 เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg)

เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg) นัก ฟิสิกส์ชาวเยอรมัน เกิดพ.ศ. 2444 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2519 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ขณะมีอายุเพียง 31 ปี เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีควอนตัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักความไม่แน่นอนที่มีชื่อของเขาอยู่ด้วยว่า Heisenberg uncertainty principle




                                                          




6 กาลิเลโอ (Galileo)

นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี เกิด พ.ศ. 2107 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2185 เป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียวในโลก ที่ชื่อแรกของเขา (กาลิเลโอ) เมื่อ มีการกล่าวถึง    ก็เป็นที่เข้าใจกันทั่วโลกว่า หมายถึงเขา โดยไม่ต้องระบุชื่อ - นามสกุลเต็มว่า กาลิเลโอ กาลิเลอี ได้รับการยกย่องเป็นนักวิทยาศาสตร์เด่นที่สุด ที่นำวิทยาศาสตร์โลกให้ก้าวเข้าสู่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ หลังจากที่วิทยาศาสตร์โลกติดอยู่กับบ่วงเหล็ก ของวิทยาศาสตร์ยุคเก่ามานานกว่าหนึ่งพันปี บ่วงเหล็กของทฤษฎีเกี่ยวกับ จักรวาลว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักร






7 ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feynman)

นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เกิด พ.ศ. 2459 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2531 ได้ชื่อเป็นนักฟิสิกส์อารมณ์ดี สอนฟิสิกส์ในระดับมหาวิทยาลัยที่ยาก ๆ ได้สนุกสนาน ทั้งๆ ที่เจาะลึก ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2508 จากผลงานเกี่ยวกับ quan-tum electrodynamics









8 พอล ดิแรก (Paul Dirac)

นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ เกิด พ.ศ. 2445 ถึงแก่ กรรมพ.ศ. 2527 เป็นผู้ที่รวมทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคพิเศษ (special theory of relativity) เข้ากับทฤษฎีควอนตัมได้สำเร็จตั้งแต่ พ.ศ. 2471 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2476 จาก ผลงานเชิงทฤษฎีที่พยากรณ์ว่า อนุภาคทุกชนิด ล้วนมีปฏิอนุภาคเป็นคู่ เริ่มต้นจากปฏิอนุภาคของอิเล็กตรอน










9 เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ (Erwin Schrodinger)

นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย เกิด พ.ศ. 2430 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2504 ติดอันดับสุดยอดนักฟิสิกส์โลกเท่ากับพอล ดิแรก คือ อันดับ 8 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2476 สำหรับผลงานมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทฤษฎีควอนตัม เจ้าของชื่อ สมการคลื่นชโรดิงเจอร์ ซึ่งเป็นสมการคลื่นควอนตัม มีความสำคัญต่อนักฟิสิกส์ยุคควอนตัม พอๆ กับสมการว่าด้วยการเคลื่อนที่ (F = ma) ของนิวตัน










10 เออร์เนสต์ รัตเทอร์ฟอร์ด (Ernest Rutherford)


นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ เกิด พ.ศ. 2414 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2480 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี พ.ศ. 2451 จากผลงานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี เป็นผู้ให้กำเนิดแบบจำลองอะตอมที่คล้ายระบบสุริยะ มีนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง (คล้ายดวงอาทิตย์) มี อิเล็กตรอนอยู่รอบนิวเคลียส แต่แบบจำลองอะตอมของรัตเทอร์ฟอร์ด เป็นแบบจำลองที่ยังไม่นำคุณสมบัติเชิงควอนตัมของอะตอมมาใช้ อิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบนิวเคลียสโดยยังไม่มีกรอบควบคุม ต้องรอนีลส์ บอหร์พัฒนาแบบจำลองอะตอมของรัตเทอร์ฟอร์ด ให้มีคุณสมบัติเชิงควอนตัมด้วย คืออิเล็กตรอนจะโคจรอยู่รอบนิวเคลียสอย่างมี เสถียรภาพได้เฉพาะบางวิถี โคจรเท่านั้น

ความรู้ คือ อำนาจ


อัลวิน ทอฟเลอร์ [Alvin Toffler] นักอนาคตศาสตร์แห่งยุค กล่าวไว้ในหนังสือ Power Shift ที่สร้างชื่อว่า อำนาจมี ๓ ระดับ
คือ

อำนาจระดับต่ำได้แก่การใช้กำลัง
อำนาจคุณภาพระดับปานกลางได้แก่การใช้เงินตรา
อำนาจทั้งสองประเภทนี้จะหมดไป
หากผู้ใช้ไม่สามารถครอบครองกำลังและเงินตราได้อีกต่อไป
อำนาจคุณภาพสูงสุด ที่ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน
คือ
ความรู้

คาปูชิโน (สักแก้ว)


คาปูชิโน (cappuccino) เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี คาปูชิโนมีส่วนประกอบหลักคือ เอสเพรสโซ และ นม คำว่า Cappuccino เป็นภาษาอิตาเลียน ออกเสียงให้ถูกต้องว่า กัปปุชชิโน่
การชงคาปูชิโนโดยส่วนใหญ่มักมีอัตราส่วนของเอสเพรสโซ 1/3 ส่วน ผสมกับนมสตีม (นมร้อนผ่านไอน้ำ) 1/3 ส่วน และนมตีเป็นโฟมละเอียด 1/3 ส่วนลอยอยู่ด้านบน
นอกจากนั้นอาจโรยหน้าด้วยผงซินนามอน หรือ ผงโกโก้เล็กน้อยตามความชอบ ส่วนผสมของคาปูชิโนต่างจากของลาเต้ มาเกียโต้ (latte macchiato) ซึ่งประกอบไปด้วยนมเป็นส่วนใหญ่และนมตีโฟมเพียงเล็กน้อย
ในประเทศอิตาลี ผู้คนมักดื่มคาปูชิโนเป็นอาหารเช้าโดยเฉพาะ โดยอาจมีขนมปังแผ่นหรือคุกกี้ประกอบ
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าวิถีชีวิตของชาวอิตาลีมักไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้าแบบเป็นกิจลักษณะ คาปูชิโนและขนมปังเบาๆ จึงเหมาะเป็นอาหารรองท้องสำหรับยามเช้า
และด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่ดื่มคาปูชิโนในช่วงอื่นของวัน แต่สำหรับต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย การดื่มคาปูชิโน ดื่มได้ทุกเวลาโดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก

ชีวิตตามแนวนิติวิทยา

การเริ่มสภาพของบุคคล

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราที่ 15 ได้ระบุไว้ว่า “สภาพบุคคลเริ่มต้นเมื่อคลอดแล้วอยู่เป็นทารก สิ้นสุดลงเมื่อตาย” เมื่อมีสภาพบุคคลแล้วก็มีสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนด เช่น สิทธิการรับมรดก

บุคคลตามกฎหมายแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ บุคคลธรรมดา กับนิติบุคคล

1. บุคคลธรรมดา คือ คนที่มีชีวิต หรือคนทั่วไป

1.1 การคลอดหมายถึง การที่ทารกออกมาจากครรภ์มารดาทั้งหมดโดยจะตัดสายรกแล้วหรือไม่ก็ได้

1.2 การอยู่รอดเป็นทารก หมายถึง การที่ทารกนั้นแสดงอาการว่าจะมีชีวิตอยู่เช่น หายใจ ร้อง ดิ้น เป็นต้นทารกที่คลอดออกมามีสภาพบุคคลแล้วย่อมประกอบไปด้วยสิทธิ และหน้าที่ตาม กฎหมาย ในทางทรัพย์ย่อมถือว่าสิทธิเกิดขึ้นโดยย้อนไปตั้งแต่วันแรกปฏิสนธิ

การสิ้นสภาพบุคคล

การสิ้นสภาพบุคคลแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. โดยธรรมชาติ หรือตาย

2. โดยผลของกฎหมาย หรือสาบสูญโดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

2.1 กรณีปกติ บุคคลใดหายไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ ไม่มีใครรู้ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เป็นระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน

2.2 กรณีพิเศษ ให้ลดลงเหลือ 2 ปี คือ

2.2.1 นับตั้งแต่สงครามสิ้นสุดลงถ้าบุคคลนั้นอยู่ในสงครามและหายไป

2.2.2 นับตั้งแต่ที่ยายพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง สูญหาย หรือถูกทำลาย

นับตั้งแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน ข้อ 2.2.1 หรือ ข้อ 2.2.2 ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น เช่น การปฏิวัติต่างๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น

เมื่อครบองค์ประกอบข้างต้น และผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนสาบสูญ ศาลก็จะสั่งให้บุคคลนั้นกลายเป็นคนสาบสูญ

ผลของการที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ คือ ให้ถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ข้างต้น (คือ 2 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่กรณี)

ง่าย ๆ : ชีวิตอย่าคิดให้ยาก

เรื่องง่าย ๆ ของการมีชีวิตก็คือ อาหาร บ้าน เสื้อผ้า ยารักษาโรค
ถ้าเข้าถึงสี่อย่างนี้ได้ ชีวิตก็จะมีอิสระ และมีความสุข
ถ้าเข้าถึงสี่อย่างนี้ไม่ได้
ต่อให้มีเงินขนาดไหนก็จบ
โจน จันใด
คนปั้นดินเป็นบ้าน

ยิ้มไม่ออก (เพราะ) บอก (ตัวเอง) ไม่ถูก

มีหญิงชราคนหนึ่ง เวลาฝนตกเธอก็ร้องไห้

อากาศดีเธอก็ร้องไห้ ชายหนุ่มคนหนึ่งแปลกใจจึงถามหญิงชราผู้นี้ว่า

ชายหนุ่ม : "เพราะอะไร เวลาฝนตกยายก็ร้องไห้ อากาศดีก็ร้องไห้"

หญิงชรา : "เพราะว่าป้ามีลูกชาย 2 คน ลูกชายคนโตขายน้ำแข็ง ลูกชายคนเล็กขายร่ม เวลาที่อากาศดีป้าจึงคิดถึงลูกชายคนเล็กว่าต้องขายไม่ดีแน่นอน และเวลาที่ฝนตกป้าก็คิดถึงลูกชายคนโต น้ำแข็งของเขาต้องขายไม่ดีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นทุกๆ วัน ป้าจึงได้กลุ้มใจและทุกข์ใจอยู่อย่างนี้"

ชายหนุ่มจึงบอกกับหญิงชราผู้นี้ว่า

ชายหนุ่ม : "ยาย...ยายคิดผิดแล้วล่ะ!!! ที่จริงแล้วทุกๆ วัน ท่านต้องดีใจถึงจะถูก วันไหนที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่ง ยายก็ต้องดีใจกับลูกชายคนโตสิ ที่น้ำแข็งขายดิบขายดีถ้าวันไหนฝนตก ยายก็ต้องดีใจไปกับไปกับลูกคนเล็กด้วย ที่ร่มเขาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า"

พอหญิงชราได้ฟังดังนั้น เหมือนกับได้ตื่นขึ้นจากความฝัน

ตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร

หญิงชราผู้นี้ได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุข

ช่องว่างระหว่างความคิด

จริงอยู่ ที่มิตรภาพไม่มีวันหมด แต่คุณอาจลืมไปว่า มันเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อคุณตระหนักว่า ไม่มีใครช่วยคุณ ในเวลาที่คุณมีความทุกข์
ไม่มีใครดีใจอย่างจริงใจกับคุณ
ยามเมื่อคุณมีความสุข
เมื่อนั้นคุณเรียนรู้ที่จะหาเพื่อนแท้ให้กับชีวิตคุณได้แล้ว

อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยความเจ็บปวด ความทรมานที่ได้ประสบผ่านไปกับอดีตด้วย

อย่าละเลยและเพิกเฉยต่อใคร ทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

คุณไม่ได้ตายจากความเจ็บปวดในชีวิตที่ผ่านมา
แต่มันทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น

อย่าให้ชีวิตขึ้นกับคนอื่น เพื่อทำให้คุณมีความสุข

ชีวิตแต่งงานและครอบครัว เป็นเรื่องที่สำคัญ
จงอย่ารีบร้อนในการตัดสินใจ

แสดงความชื่นชมกับคนที่คุณรักและห่วงใย ในทุก ๆ วัน
ไม่ใช่แค่วันหยุดหรือวันเกิด

ถ้าคุณยืมมา (จงคืน) ถ้าคุณทำพัง (จงซ่อม) ถ้าคุณรู้แล้ว (ปล่อยมัน)
ถ้าคุณต้องการ (ร้องขอ) ถ้าคุณใช้ (ทำให้สะอาด)
ถ้าคุณใส่ (แขวนไว้ที่เดิม) ถ้าคุณทำผิดพลาด (แสดงความรับผิดชอบ)
ถ้าคุณเชื่อ (คุณจะประสบความสำเร็จ)
ถ้าเป็นเจ้าของ(จงปกป้อง)
ถ้ามี (จงแบ่งปัน)
ถ้าคุณรักใครสักคน (จงแสดงออก)

ผู้คนผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณ ทั้งด้วยเหตุผลและด้วยโอกาส ซึ่งนำพาทั้งความสุข
และบทเรียนมาให้คุณ

เมื่อใดก็ตามที่ผิดหวัง จงมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ อย่างน้อยที่สุด ก็มีคนที่รักคุณอย่างจริงใจ
นั่นคือ พ่อแม่ของคุณเอง
  นักจิตบำบัด ดร.จอห์น เอช สเกลด์

หากรู้สักนิด (ฉันคงไม่คิดแบบนี้)

มีช่างไม้สูงอายุคนหนึ่งต้องการจะเกษียณตัวเอง ก็เลยบอกความต้องการดังกล่าวกับนายจ้าง เกี่ยวกับความต้องการที่จะเกษียณและใช้ชีวิตที่หรูหรากับภรรยา ซึ่งช่างไม้ก็บอกว่าเขาอาจจะเสียดายค่าจ้างที่จะได้รับ แต่เขาก็ต้องการที่จะเกษียณ นายจ้างก็บ่นเสียดายที่จะต้องสูญเสียช่างฝีมือดีไป แต่ก็ได้ขอร้องให้ช่างคนนี้ช่วยสร้างบ้านให้อีกสัก 1 หลัง ช่างไม้ผู้นั้นก็ตอบตกลง ครั้นพอบ้านสร้างเสร็จ ก็พบว่ามันไม่ใช่งานที่เป็นฝีมือของช่างคนนี้เลยแม้แต่น้อย งานที่ออกมาก็เป็นงานแค่เปลือกนอก (จอมปลอม) วัตถุดิบที่ใช้ก็ด้อยคุณภาพ มันช่างเป็นการจบชีวิตช่างฝีมือดีที่ไม่สวยหรูเลย และเมื่อนายจ้างสำรวจงานชิ้นนี้ของช่างผู้นี้ นายจ้างก็ได้ยื่นกุญแจให้แล้วบอกกับช่างไม้ว่า  "นี่คือบ้านของคุณ .......ผมขอมอบให้คุณเป็นของขวัญ"  เมื่อช่างไม้ได้ยินเช่นนั้น  ถึงกับตกใจและอุทานกับตัวเองว่า น่าละอายจริงๆ ถ้าเขารู้สักนิดว่ากำลังสร้างบ้านของตัวเองอยู่ เขาก็คงตั้งใจสร้างให้ดีกว่านี้ เช่นเดียวกับพวกเราที่กำลังสร้างชีวิตของตัวเราเอง ด้วยการสั่งสมสิ่งต่างๆวันละเล็กวันละน้อย และบ่อยครั้งที่เราไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการสรรสร้างชีวิตของตนเอง และเมื่อวัน ๆ หนึ่งมาถึงเราก็จะตระหนักว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด และเมื่อถึงวันนั้นเรามักจะพูดเสมอว่าถ้าเราสามารถกลับไปได้ เราจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ .....เพราะพวกเราทุกคนก็คือช่างไม้........ในทุกๆวัน พวกเรากำลังตอกตะปู, ปูกระดาน หรือแม้แต่กำลังเลือกกำแพงให้กับชีวิตตัวเองดังคำพูดที่ว่า "ชีวิตก็คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง" ทัศนคติ และ ทางเลือกต่างที่พวกเราได้เลือกกันในวันนี้ ก็เสมือนกับการสร้าง"บ้าน" (ชีวิต) ที่เราจะต้องอยู่กับมันให้กับตัวเอง .......ดังนั้นจงสร้างบ้านด้วยความฉลาด.........จงจำไว้ว่า "จงทำงานเหมือนกับว่าเราไม่ต้องการเงินทอง" "จงรู้สึกรักราวกับว่าเราไม่เคยรู้จักเจ็บ" "จงเต้น(ร่าเริง)ราวกับว่าไม่มีใครจ้องมองอยู่"

F-R-I-E-N-D OF A - Z

Always be homest , would you want them to lie to you?
จงซื่อสัตย์เสมอ...... คุณต้องการให้เพื่อนโกหกคุณเหรอ

Be there when they need you, or you may wind up alone

จงอยู่เคียงข้างเมื่อเขาต้องการ.....หรือคุณต้องการจะอยู่คนเดียว

Cheer them on, wi all need encouragement now and then

ให้กำลังใจ......เราทุกคนต่างก็ต้องการการสนับสนุนเป็นบางครั้ง

Don't look for their faults, even if you have none

อย่ามองหาข้อผิดพลาดของเขา.....แม้ว่าคุณจะไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่ข้อเดียว

Encourage their dreams, what would we be without them?

สนับสนุนให้เขาทำตามความฝัน.......เราจะอยู่อย่างปราศจากความฝันได้อย่างไร

Forgive them, you just may do somethin wrong sometime

ให้อภัย ....คุณอาจจะเคยทำผิดพลาดในบางเวลา

Get together often, misery loves company, so does glee

เจอกันบ่อยๆ...... เมื่อมีความทุกข์ ต้องมีเพื่อนเพราะการคบค้าสมาคมทำให้เกิดความสนุกสนาน

Have faith in them, the human animal is remarkable

มีศรัทธาในเพื่อน.....การมีศรัทธาเป็นสิ่งที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจากสิ่งมีชีวิตอื่น

Include them, you mayneed to be included sometime

รวมเขาเข้าไปด้วย......คุณก็อาจจะต้องการถูกรวมบ้างบางครั้ง

Just be there when they need you

อยู่ข้างๆ.......เมื่อเขาต้องการคุณ

Know when they need a hug, and couldn't you use one?

รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาต้องการให้กอด...เคยกอดเพื่อนบ้างหรือยัง

Love them unconditionally, that is the only condition

รักโดยไร้ข้อแม้........นี่เป็นเพียงเงื่อนไขข้อเดียวเท่านั้น

Make them feel spicial, because aren't we all special?

ทำให้เขารู้สึกเป็นคนพิเศษ.. เพราะเราทุกคนก็เป็นคนพิเศษไม่ใช่เหรอ

Never forget them, who wants to feel forgotten

อย่าลืมเพื่อน........ ใครบ้างอยากถูกลืม

Offer to help, and know when " Nothanks" is just politeness

เสนอตัวที่จะช่วยเหลือ......และควรรู้ว่าเมื่อไหร่ที่คำว่า "ไม่เป็นไร ขอบคุณ "เป็นคำพูดแค่เพื่อมารยาท

Praise them honesly and openly

ยกย่องเพื่อนอย่างจริงใจ และเปิดเผย

Quietly desagree, noisy No's make enemies

อย่าโต้แย้งอย่างโจ่งแจ้ง........การทำเช่นนั้นก่อให้เกิดศัตรู

Really listen, a friendly ear is a soothing balm

ตั้งใจรับฟัง.......การรับฟังของเพื่อนคือยารักษาอาการ

Say you're sorry, don't let them assume it

กล่าวคำขอโทษ.......อย่าปล่อยให้เพื่อนต้องสันนิษฐานเอาเอง

Talk frequently, connunication is important

พูดคุยกันบ่อยๆ ........การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ

Use good judgement

ใช้ข้อตัดสินที่ดี

Verbalsise your feelings

อธิบายความรู้สึกของคุณเป็นคำพูด

Wish them luck, hopeftlly good

อวยพรให้โชคดี ..........หวังว่าเขาจะพบแต่เรื่องดี

Xamine your motives before you "help" out

ตรวจสอบเจตนาของคุณ ก่อนที่จะขอความช่วยเหลือ

Your words count, use them wisely

คำพูดของคุณมีค่า ......จงใช้อย่างชาญฉลาด

Zip your lips when they told a secret

ปิดปากให้สนิทเมื่อเพื่อนบอกความลับ

สลับที่ความคิด พลิกวิกฤติเป็นวิวัฒน์

มีบริษัททำรองเท้าแห่งหนึ่งคิดจะไปบุกเบิกการค้าที่ตลาดแอฟริกา จึงได้ส่งพนักงานฝ่ายการตลาด 2 คน ไปตรวจสอบว่า ตลาดที่แอฟริกาเป็นอย่างไรบ้าง หลายเดือนผ่านไป

พนักงานฝ่ายการตลาดทั้ง 2 คนก็กลับมา แล้วนำรายงานกลับมา แต่คนทั้ง 2

มีทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน รายงานการการตลาดที่ทั่งสองนำเสนอต่อบริษัทแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

นาย ก : "ไม่มีหวังเลยครับ คนที่นั่นไม่ได้ใส่รองเท้ากันเลยสักคน"

นาย ข : "คงไปได้สวยทีเดียวที่เราจะไปบุกเบิกที่นั่น เพราะคนที่นั่นยังไม่มีรองเท้าใส่กันเลย"



statue of opportunity : รูปปั้นแห่งโอกาส

ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอยู่ใจกลางเมือง

ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังคงเหลืออยู่

คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่านไปมา

"รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร"

"ฉันชื่อโอกาส"

"ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา"

"ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส"

"ทำไมท่านจึงยืนเขย่งเท้า?"

"เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม"

"แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก"

"เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว"

"แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้"

"ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย"

"แล้วทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว"

"ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่"

จริงด้วย ทางด้านหน้าของ "โอกาส" มีผมยาวแต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง

เพราะเมื่อปล่อยให้ "โอกาส" ผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก

"โอกาส" จึงเร้าเตือนเราทุกคนว่า

"อย่ามาต่อว่าฉัน ว่า ฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย

เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตูแต่เธอกลับไม่อยู่บ้าน ทุกวัน

ฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง ให้รีบตัดสินใจ

ให้ลงมือทำ ให้ออกแรง ให้สู้ เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ

จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป เธอจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง

ที่ฉัน "โอกาส" ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวย"

เบื้องหลังความสะอาด

1. ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น

2. ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

3. ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

4. ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น

5. ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

6. ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร

7. ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น

8. ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน

9. ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก



ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง คุณเห็นด้วยไหม ที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง

WHO IS SHE?

When you came into the world, she held you in her arms.


You thanked her by wailing like a banshee.

เมื่อคุณกำเนิดมาในโลกนี้ เธออุ้มคุณไว้ในอ้อมอก คุณขอบคุณเธอโดยการร้องไห้



When you were 1 year old, she fed you and bathed you.

You thanked her by crying all night long.

เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ เธอป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณเธอโดยการงอแงทั้งคืนวัน



When you were 2 years old, she taught you to walk.

You thanked her by running away when she called.

เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ เธอสอนคุณเดิน คุณขอบคุณเธอด้วยการวิ่งหนีเมื่อเธอเรียกหา



When you were 3 years old, she made all your meals with love.

You thanked her by tossing your plate on the floor.

เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ เธอทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก คุณขอบคุณเธอด้วยการโยนจานลงพื้น



When you were 4 years old, she gave you some crayons.

You thanked her by coloring the dining room table.

เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ เธอให้ดินสอสีคุณ คุณขอบคุณเธอด้วยการระบายสีบนโต๊ะอาหาร



When you were 5 years old, she dressed you for the holidays.

You thanked her by plopping into the nearest pile of mud

เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ เธอแต่งชุดเก่งให้คุณเพื่อไปเที่ยว คุณขอบคุณเธอด้วยการทำชุดเก่งนั้นเปื้อนโคลนเลอะเทอะ



When you were 6 years old, she walked you to school.

You thanked her by screaming, "I'M NOT GOING!"

เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ เธอเดินไปส่งคุณไปโรงเรียน คุณขอบคุณเธอด้วยการกรีดร้องว่า "ไม่ไป!!!"



When you were 7 years old, she bought you a ball.

You thanked her by throwing it through the next-door-neighbor's window.

เมื่อคุณอายุได้ 7 ขวบ เธอซื้อบอลให้คุณ คุณขอบคุณเธอด้วยการไปทำหน้าต่างของเพื่อนบ้านแตก



When you were 8 years old, she handed you an ice cream.

You thanked her by dripping it all over your lap.

เมื่อคุณอายุได้ 8 ขวบ เธอซื้อไอศกรีมให้คุณ คุณขอบคุณเธอด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว



When you were 9 years old, she paid for piano lessons.

You thanked her by never even bothering to practice.

เมื่อคุณอายุได้ 9 ขวบ เธอสอนเปียโนให้คุณ คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม



When you were 10 years old, she drove you all day, from soccer

to gymnastics to one birthday party after another.

You thanked her by jumping out of the car and never looking back.

เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ เธอขับรถไปส่งคุณทั้งวัน ตั้งแต่สนามบอล, โรงยิม, ยันงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนแต่ละคน

คุณขอบคุณเธอด้วยการกระโดดออกนอกรถ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง



When you were 11 years old, she took you and your friends to the movies.

You thanked her by asking to sit in a different row.

เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ เธอพาคุณและเพื่อนคุณไปดูหนัง คุณขอบคุณเธอด้วยการขอนั่งที่นั่งคนละแถว



When you were 12 years old, she warned you not to watch certain TV shows.

You thanked her by waiting until she left the house.

เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ เธอเตือนคุณอย่าดูทีวี คุณขอบคุณเธอด้วยการรอเธอออกไปก่อน แล้วดูต่อ



When you were 13, she suggested a haircut that was becoming.

You thanked her by telling her she had no taste.

เมื่อคุณอายุ 13 เธอแนะให้คุณตัดผมให้มันดูดี คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าเธอไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย



When you were 14, she paid for a month away at summer camp.

You thanked her by forgetting to write a single letter.

เมื่อคุณอายุ 14 เธอจ่ายค่าซัมเมอร์แคมป์หนึ่งเดือนให้คุณ

คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่ได้เขียนจดหมายมาหาเลยสักฉบับนึง



When you were 15, she came home from work, looking for a hug.

You thanked her by having your bedroom door locked.

เมื่อคุณอายุ 15 เธอกลับบ้านหลังเลิกงาน อยากได้กอดสักครั้ง คุณขอบคุณเธอด้วยการล็อกห้องนอนขังตัวเองในห้อง



When you were 16, she taught you how to drive her car.

You thanked her by taking it every chance you could.

เมื่อคุณอายุ 16 เธอสอนคุณขับรถ คุณขอบคุณเธอด้วยการเอารถไปขับทุกเวลาที่คุณจะเอาไปได้



When you were 17, she was expecting an important call.

You thanked her by being on the phone all night.

เมื่อคุณอายุ 17 เธอกำลังรอโทรศัพท์สายสำคัญ คุณขอบคุณเธอด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น



When you were 18, she cried at your high school graduation.

You thanked her by staying out partying until dawn.

เมื่อคุณอายุ 18 เธอร้องไห้ในวันที่คุณเรียนจบมัธยม คุณขอบคุณเธอด้วยการฉลองยันเช้า



When you were 19, she paid for your college tuition, drove you to campus carried your bags.

You thanked her by saying good-bye outside the dorm so you

wouldn't be embarrassed in front of your friends.

เมื่อคุณอายุ 19 เธอจ่ายค่ากวดวิชา ขับรถไปรับไปส่ง คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกลาข้างนอกเพื่อที่จะไม่ได้อายเพื่อน



When you were 20, she asked whether you were seeing anyone.

You thanked her by saying, "It's none of your business."

เมื่อคุณอายุ 20 เธอถามคุณว่ามีแฟนหรือยัง คุณขอบคุณเธอด้วยการพูดว่า ไม่ใช่เรื่องของเธอสักหน่อย



When you were 21, she suggested certain careers for your future.

You thanked her by saying, "I don't want to be like you."

เมื่อคุณอายุ 21 เธอแนะนำอาชีพให้คุณสำหรับอนาคต คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า คุณไม่อยากเป็นอย่างเธอ



When you were 22, she hugged you at your college graduation.

You thanked her by asking whether she could pay for a trip to Europe.

เมื่อคุณอายุ 22 เธอกอดคุณวันรับปริญญา คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า อยากได้รางวัลไปเที่ยวยุโรปสักครั้ง



When you were 23, she gave you furniture for your first apartment.

You thanked her by telling your friends it was ugly.

เมื่อคุณอายุ 23 เธอให้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งในอพาร์ตเมนท์แห่งแรกของคุณ

คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกเพื่อนๆ ว่า มันช่างน่าเกลียดเสียนี่กระไร



When you were 24, she met your fiance and asked about your plans for the future.

You thanked her by glaring and growling, "Muuhh-ther, please!"

เมื่อคุณอายุ 24 เธอพบคู่หมั้นคู่หมายของคุณและถามคุณเกี่ยวกับแผนการในอนาคตน

คุณขอบคุณเธอด้วยการจ้องมองเขม็งพร้อมพูดว่า "แม่ โปรดเถอะอย่ายุ่งกับเรื่องนี้"



When you were 25, she helped to pay for your wedding, and she cried

and told you how deeply she loved you. You thanked her by moving halfway across the country.

เมื่อคุณอายุ 25 เธอช่วยคุณจ่ายค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและสินสอด

ร้องไห้และบอกคุณว่าเธอรักคุณแค่ไหน คุณขอบคุณเธอด้วยการย้ายไปอีกฟากหนึ่งของประเทศ



When you were 30, she called with some advice on the baby.

You thanked her by telling her, "Things are different now."

เมื่อคุณอายุ 30 เธอโทรมาหาพร้อมกับแนะนำเรื่องการเลี้ยงเด็ก คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว



When you were 40, she called to remind you of an relative's birthday.

You thanked her by saying you were "really busy right now."

เมื่อคุณอายุ 40 เธอโทรมาเตือนความจำคุณเกี่ยวกับวันคล้ายวันเกิดญาติ

คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า ตอนนี้ไม่ว่างเลย



When you were 50, she fell ill and needed you to take care of her.

You thanked her by reading about the burden parents become to their children.

เมื่อคุณอายุ 50 เธอเริ่มชราและไม่ค่อยสบาย ต้องการให้ดูแล

คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่ามันเป็นภาระแค่ไหนที่จะต้องเลี้ยงดูเธอ



And then, one day, she quietly died. And everything you never did

came crashing down like thunder. “Rock me baby, rock me all night long.”

และแล้ว วันหนึ่ง เธอจากไปอย่างเงียบสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยกระทำ

จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ "เรียกแม่ไปเถอะลูก เรียกตลอดทั้งคืนนะ"



โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่คนที่เราเรียกว่าแม่ แม้จะไม่กล้าพูดออกมาก็ตามถีง

Please paid little bit attention to the one you called "mom" .

ไม่มีอะไรแทนที่เธอได้ แม้ว่าบางคราวเธออาจจะไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรืออาจไม่เห็น

Nothing can replace her although sometimes she is not the one who mostly understand in you.

ด้วยกับความคิดของคุณ แต่เธอก็คือแม่ของคุณและเชื่อได้ว่าเธอจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังทุกปัญหา ทุกความกังวล

Or she may not agree with your thought but she still your "mom" and you can

believe that she can do everything for you.

ถามตัวคุณเองดูเถิด คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้าความกังวลใจของเธอจากการทำงาน หรือจากในครัวไหม

Listen to your problems, every anxious . Do you have more time to listen to her worry from work?

คุณเคยคิดถึงความเหนื่อยยากของเธอไหม รักเธอให้มากแม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างกัน เพราะเมื่อเธอจากไป

Do you used to concern about her tired? Please love her so much although

she and you have the conflict because when she pass away.

จะเหลือเพียงความทรงจำและความเสียใจเท่านั้น อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รักเธอให้มากกว่าที่คุณรักตัวเอง

It's remain the memory and sad. Do not ignore the one who closely to your heart?

Love her more than you love yourself

FAMILY : FATHER AND MOTHER I LOVE YOU

เดินชนคนแปลกหน้า ฉันเอ่ยขอโทษ ไม่ตั้งใจ เขากลับตอบ "ขออภัย ผมเองไม่ทันเห็นคุณ"


เราต่างสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย แสดงน้ำใจ แม้ไม่รู้จักกัน

แต่ที่บ้านเย็นวันนั้น ฉันทำอาหารอยู่ในครัว ลูกสาวตัวน้อยแอบมายืนข้างหลัง ไม่ทันระวัง ฉันหันกลับมาชน เธอล้มลง

"อย่ามายืนเกะกะ" ฉันดุใส่

ลูกสาวเดินจากไป หัวใจเธอปวดร้าว และคืนนั้นฉันได้ยินเสียงกระซิบจากเบื้องลึกของหัวใจ

"กับคนแปลกหน้าเจ้าสุภาพได้ กับลูกรักชิดใกล้ ทำไมทำได้ลงคอล่ะ"

เรานึกกลับไป เรามองดูที่พื้นครัว ดอกไม้หลากสีที่ลูกเราอุตส่าห์เก็บมาหวังให้เราแปลกใจ

ตกเกลือนอยู่ทั่วไป น้ำตาเธอไหล "เหตุใดฉันไม่แลเห็น" ฉันเพิ่งรู้ตัว เลยค่อย ๆ ย่องเข้าไปนั่นคุกเข่าข้างเตียงลูก

"ตื่นเถิดคนดี ดอกไม้นี่ลูกเก็บมาให้แม่หรือ"

ลูกตอบ "ใช่ค่ะ หนูเห็นดอกไม้บาน สวยงามเหมือนคุณแม่ รู้ว่าคุณแม่ต้องชอบ โดยเฉพาะดอกสีน้ำเงิน"

ฉันตื้นตันใจนัก "ลูกรัก แม่ขอโทษจริง ๆ ที่เอ็ดหนู"

"แม่จ๋า ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรักแม่"

"แม่ก็รักลูก แม่ชอบดอกไม้ของหนูมาก โดยเฉพาะสีน้ำเงินจ๊ะ"

หากเราตายจากไปในวันพรุ่งนี้ อีกไม่กี่วันนายจ้างก็หาคนใหม่มาทำแทนได้

แต่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังอาจโศกเศร้าไปชั่วชีวิต ลองคิดดูว่าคุ้มไหม

หากเราจะทุ่มเทตัวเองให้กับงานมากกว่าครอบครัว

รู้ไหมคำว่า FAMILY ย่อมาจาก

FAMILY = Father And Mother I Love You

ให้เวลากับพ่อ-แม่ของคุณมากขึ้นยามท่านแก่ตัวลง รู้จักแบ่งเวลาให้กับงานและคนที่บ้านให้สมดุลกัน

หากมีใครมาบอกให้จัดความสำคัญเสียใหม่ จงย้อนถามกลับไปว่าครอบครัวสำคัญน้อยกว่าหรือไร?

ยืมเงินพ่อ

ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู


ลูก : "พ่อครับ,พ่อผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง"พ่อ : "ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ"

ลูก : "พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่" พ่อ : "ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่,ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ"

พ่อตอบด้วยความโมโหลูก "ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"

ลูกพูดร้องขอพ่อ "ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ"

ลูก : "โอ.." ลูกอุทาน แล้วคอตก พูดกับพ่ออีกครั้ง "พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10 เหรียญ"

พ่อกล่าวด้วยอารมณ์ "นี่เป็นเหตุผลที่แกถามเพื่อจะขอเงินแล้วไปซื้อของเล่นโง่ ๆ หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะแล้วลองคิดดูว่าแกน่ะเห็นแก่ตัวมาก ชั้นทำงานหนักหลาย ๆ ชั่วโมงทุกวันและไม่มีเวลาสำหรับเรื่องเด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก"

เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่กับคำถามของลูกชาย เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้นเพื่อจะขอเงินได้อย่างไร หลังจากนั้นเกือบชั่วโมงอารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำลงไปกับลูกชายตัวน้อย บางทีเขาอาจจำเป็นต้องใช้เงิน 10 เหรียญนั้นจริง ๆ และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้องแล้วเปิดประตู

พ่อ : "หลับหรือยังลูก" ลูก : "ยังครับ"พ่อ. "พ่อมาคิดดูเมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก เอ้า นี่เงิน 10 เหรียญที่ลูกขอ" เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง "ขอบคุณครับพ่อ"

แล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้า ๆ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง

"ก็มีเงินแล้วนี่แล้วมาขออีกทำไม"

ลูก : "เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงิน ครบ 20 เหรียญแล้ว

ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง....พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ"